RSS

งานวิจัยสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง

งานวิจัยสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง

       จากการสัมภาษณ์นายแพทย์ นพรัตน์ บุณยเลิศ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 พค. 2542 นพ. นพรัตน์เล่าว่า เมื่อ 16-17 ปี ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระกระแสรับสั่งกับ นพ. นพรัตน์ว่า ” หมอรู้อะไรรู้อยู่คนเดียว คนที่จะรู้ต่อไปจากหมอคือ ฉัน ” และ ” ฉันไม่สบายใจมากที่คนไทยของฉันเป็นมะเร็งตายกันมาก ” จากกระแสพระราชดำรัสดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน เนื่องจากมีอัตราการตายด้วยโรคมะเร็งมากขึ้นเรื่อยๆ

       จากเอกสารทางวิชาการพบว่ามีพืชมากกว่า 1,000 ชนิดที่มีสารต้านมะเร็ง และนักวิทยาศาสตร์ได้สกัดแยกและหาสูตรโครงสร้างออกมาได้หลายร้อยชนิด

       การค้นพบสารต้านมะเร็ง Vinblastine (Vincaleukoblastine) และ Vincristine (leurocristine) จากต้นแพงพวยฝรั่ง เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นจุดที่กระตุ้นให้มีการค้นคว้าหาสารต้านมะเร็งจากพืชอื่นๆ ต่อไป

หลักเกณฑ์การคัดเลือกพืชที่จะมาทำวิจัยหาฤทธิ์ต้านมะเร็ง

1. คัดเลือกพืชโดยใช้ Computer ช่วยโดยเก็บข้อมูลต่างๆ ของพืชเท่าที่จะค้นหาได้

1.1 พวก folklore medicine ทั้งหมดที่รักษามะเร็ง

1.2 พืชที่ทดสอบฤทธิ์แล้ว หรือทำวิจัยแล้วว่ามีสารต้านมะเร็ง
2. คัดเลือกพืชโดยให้คะแนนมากน้อยตามความสำคัญ

2.1 พืชที่ crude extract มี biological active ในสัตว์ทดลอง ( 10 คะแนน )

2.2 พืชที่อยู่ในรายการ folklore refferences ที่เชื่อถือได้ ( 6 คะแนน)

2.3 พืชที่มีความเกี่ยวข้องใกล้เคียง ( Toxonomically related ) กับพืชที่รู้จักกันดีว่ามี สารสำคัญที่ออกฤทธิ์เป็น antitumor (5 คะแนน)

2.4 พืชที่มีรายงานแล้วว่ามีสารพวก alkaloids ( 4 คะแนน )

2.5 พืชที่พบว่ามีสารออกฤทธิ์อยู่เพียงเล็กน้อย ( 3 คะแนน )

2.6 พืชชนิดอื่นๆ ที่อยู่ใน genus ที่มีพืชตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปอยู่ในกลุ่ม 10 คะแนน และ 6 คะแนน ( 2คะแนน )

2.7 เป็นพืชที่ negative ในการทดสอบฤทธิ์ antitumor (- 5 คะแนน )

เฉลี่ยคะแนนของพืชที่ควรนำมาทำวิจัยควรจะตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป ความเป็นไปได้ก็จะมีมาก

ขั้นตอนการวิจัย

1. Pharmacological Screening โดยนำพืชที่คัดเลือกมาทดสอบโดยใช้ crude extract

1.1 ใช้ 9KB Carcinoma of nasopharynx in cell culture เป็นการวัด cytotoxicity เท่านั้น แต่อาจจะไม่มี antitumor activity in vivo เลยก็ได้ การใช้ 9KB กับ natural products ดีเพราะง่าย, รวดเร็ว และใช้ sample จำนวนน้อย (microgram)

1.2 ใช้ P-388 leukemia activity ในหนูถีบจักร

1.3 confirm ด้วย L-1210 leukemia ซึ่งใกล้เคียงกับ human antitumor

มาตรฐานที่ NCI ตั้งขึ้นสำหรับกำหนดว่า active หรือไม่ ของ pure compound และ crude extract คือ

a. สามารถลดน้ำหนักของ solid tumor ในสัตว์ทดลองได้ 42% หรือมากกว่า

b. สามารถยืดอายุของสัตว์ทดลองที่เป็น leukemia ออกไปอีก 25% หรือนานกว่า ส่วนในแง่ของ cytotoxicity คือ

a. crude extract ต้องมี ED50 = 20 mg/ml หรือน้อยกว่า

b. pure substance ต้องมี ED50 = 4 mg/ml หรือน้อยกว่า

2. Phytochemical studies นำพืชต้นที่ crude extract active จากการทดลองข้อ 1 มาสกัดแยกเป็นส่วนๆ แล้วนำแต่ละส่วนไปทดสอบฤทธิ์ต้านมะเร็ง จากนั้นนำส่วนที่ active มาสกัดแยกให้ได้สารบริสุทธิ์ นำสารบริสุทธิ์ที่ได้ไปทดสอบฤทธิ์ต้านมะเร็งอีกเป็นครั้งสุดท้าย และหาสูตรโครงสร้าง

รายงานผลงานวิจัยการค้นพบสารต้านมะเร็งในพืชที่มีในประเทศไทย

แพงพวยฝรั่ง

Catharanthus roseus G.Don

West Indian Periwinkle

Apocyanaceae

ในปี 1957 Nobel, Beer และ Cutts ได้ทดสอบฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสารสกัดในต้นแพงพวยฝรั่ง ในหนูขาว (rat) แต่กลับพบว่ามีฤทธิ์ depress bone marrow และ peripheral granulocytopenia จนทำให้จำนวนเม็ดเลือดขาวลดลง และพบว่าสารตัวที่ออกฤทธิ์ คือ Vincaleukoblastine (Vinblastine) ซึ่งมีอยู่ในพืชในปริมาณน้อยมาก

ต่อมาบริษัท Lilly โดยมี Svoboda เป็นหัวหน้าคณะผู้วิจัย พบว่าสารสกัดด้วย alcohol ของต้นแพงพวยฝรั่งสามารถยืดชีวิตของหนูถีบจักร (mice) ซึ่งทำให้เกิดโรค P-1534 lymphocytic leukemia ได้ และได้สกัดแยกสารออกมา 2 ชนิด คือ “Leurosine” และ “Vincaleukoblastine” ต่อมาพบ alkaloid “leurocristine” (Vincristine)  ได้มีการศึกษาวิจัย alkaloids จากต้นแพงพวยฝรั่งกันอย่างกว้างขวาง ได้สกัดแยก alkaloids ได้มากกว่า 80 ชนิด แต่มีเพียง 6 ชนิด ที่มีฤทธิ์เป็น antitumor

1. Vincristine (VCR) เป็น drug-of-choice ในการรักษา acute leukemia ในเด็ก มีอัตราการหายถึง 90%

2. Vinblastine ใช้รักษา Hodgkin’s disease มีอัตราการหายถึง 50-75% และยังใช้ใน choriocarcinoma, reticulum cell sarcomas และ monocytic leukemia

3. Leurosine highly active in tumor system

4. Leurosidine highly active in tumor system

5. Rovidine active in P-1534 system

6. Leurosivine active in P-1534 system

หลังจากนั้นได้มีการศึกษาค้นคว้าหาสารต้านมะเร็งจากต้นไม้ในสกุล Catharanthus species อื่นๆ อีกมากมาย

มะขามป้อม

Phyllanthus emblica Linn.

Malacca tree

Euphorbiaceae

       มะขามป้อมเป็นไม้ที่ขึ้นง่ายไม่เลือกดินฟ้าอากาศพบได้ตามป่าเขาทั่วไปในแถบเอเชียจึงเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในประเทศไทย จีน อินเดีย เนปาล มาเลเซีย ศรีลังกา บังคลาเทศ และญี่ปุ่น มีการนำส่วนต่างๆ ของมะขามป้อมมาใช้เป็นยาพื้นบ้านรักษาโรคต่างๆ ทั้งส่วนใบ ลำต้น ราก ผล หรือเปลือกลำต้น

       นอกจากเป็นอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี ส่วนต่างๆ ของมะขามป้อมยังมีสารสำคัญหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ มีมากน้อยต่างกันไปตามส่วนต่างๆ ของพืชดังกล่าวแล้ว กลุ่มสารสำคัญเหล่านี้ได้แก่ tannin flavanoid benzenoid coumarin diterpine triterpine alkaloid และ steroid นอกจากนี้ยังมีคาร์โบไฮเดรทที่ให้รสหวาน ได้แก่ น้ำตาล glucose และ fructose โปรตีน และไขมัน ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันทั้งชนิดอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว พบมากในส่วนเมล็ด

       ได้มีการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยาของมะขามป้อม พบว่านอกจากเป็นแหล่งของวิตามินที่ใช้รักษาโรคเลือดออกตามไรฟันได้แล้ว ส่วนต่างๆ ของมะขามป้อมยังมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาดังต่อไปนี้

ฤทธิ์ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์

       มีผู้ศึกษาเรื่องนี้กันมาก และพบว่าสารสกัดจากผลมะขามป้อมด้วย acetone ในความเข้มข้น 0.1 มล./plate มีฤทธิ์ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ที่เหนี่ยวนำด้วย sodium azide ของ Salmonella typhimurium TA 100, TA 97 ได้ สารสกัดด้วยคลอร์โรฟอร์ม หรือน้ำก็ให้ผลเช่นเดียวกัน ในหนูถีบจักรที่ได้รับสารสกัดด้วยน้ำในขนาด 10 มล/กก สามารถยับยั้งการก่อกลายพันธุ์จากผลของโลหะนิเกิลได้ ถ้าให้ในขนาด 685 มก/กก พบว่าสามารถลดจำนวนความถี่ของโครโมโซมที่ผิดปกติ / เซลล์ ลด % ของเซลล์ที่ผิดปกติและความถี่ของ micronuclei ที่เกิดในเซลล์ของไขกระดูก

       จากโลหะหนักอะลูมิเนียม และตะกั่ว ก็เช่นเดียวกัน หลังจากให้สารสกัดด้วยน้ำของผลมะขามป้อมแก่หนูถีบจักรในขนาด 685 มก/กก 7 วัน แล้วฉีดอะลูมิเนียมหรือตะกั่ว เข้าช่องท้องของสัตว์ทดลอง พบว่าสารสกัดไปทำให้แบ่งตัวเพิ่มขึ้น แต่ไปลดการสลายของโครโมโซมในเซลล์ของกระดูก และในขนาดยาเท่ากันนี้ก็สามารถต้านการจับกลุ่มของโครโมโซมที่ถูกทำให้ผิดปกติด้วย ซีเซียมคลอไรด์ได้ นอกจากนี้เมื่อสัตว์ทดลองได้รับยาในขนาด 685 มก/กก ทุกวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ก็สามารถลดจำนวนเซลล์ micronuclei ซึ่งเกิดโดยอะลูมิเนียม หรือตะกั่วได้เช่นกัน

ฤทธิ์ยับยั้งการเป็นพิษต่อตับและไต

       มีรายงานว่าส่วนผสมของสมุนไพรซึ่งมีมะขามป้อมทั้งต้นเป็นส่วนประกอบด้วย ทำเป็นยาต้มให้คนไข้รับประทานนาน 1-5 สัปดาห์พบว่าคนไข้ 18 ใน 20 รายหายจากโรคดีซ่าน มีปริมาณ bilirubin ใน serum เป็นที่พอใจ

ขมิ้นชัน (ขมิ้น)

Curcuma domestica Valeton.( C. longa Linn.)

Zingiberaceae

ฤทธิ์ต้านมะเร็ง

       นักวิจัยชาวอินเดียได้ทดลองพบว่า สารสกัดขมิ้นสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งมดลูกหนูแฮมสเตอร์ และเซลล์มะเร็งน้ำเหลือง และพบว่าตัวสำคัญในการออกฤทธิ์นี้คือ เคอร์คิวมิน (Curcumin) นั่นเอง และยังพบ ว่าลดการเติบโตของเนื้องอกในสัตว์ทดลองด้วย นักวิจัยกลุ่มเดียวกันนี้ได้ทดลองทำขี้ผึ้งเคอร์คิวมิน (Curcumin) แล้วนำไปทดลองกับแผลมะเร็งภายนอก พบว่ากลิ่นเน่าลดลง ลดอาการคัน แผลแห้ง 70% และ 10% แผลเล็กลง ปวดน้อยลง

        ได้มีผู้รายงานฤทธิ์ต่อต้านมะเร็งของสารสกัดจากขมิ้น และเคอร์คิวมิน (Curcumin) โดยสารสกัดในขนาด 0.4 มก./มล. สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งทั้งในหลอดทดลองและในหนูถีบจักร ส่วน เคอร์คิวมิน (Curcumin) ให้ผลเมื่อให้ในขนาด 4 ไมโครกรัม/มล. และได้มีผู้ทดลองกับคนไข้ 62 ราย ใช้สารสกัดด้วยอีเธอร์และขี้ผึ้งเคอร์คิวมินในการรักษามะเร็งผิวหนัง พบว่าสามารถลดกลิ่น 90 % และลดอาการคัน เกือบทุกคนแผลแห้ง 70% และ 10% ของคนไข้พบว่าแผลเล็กลงและอาการเจ็บลดลง และในคนไข้หลายคนมีผลต่อไปหลายเดือน ต่อมามีผู้รายงานว่านอกจาก เคอร์คิวมิน (Curcumin) แล้วยังมีสารที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง คือ a-curcumene, ar-turmarone, b-atlantone

ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์

       ได้มีผู้ทดลองฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์ของขมิ้น แต่ไม่พบว่ามีผลก่อกลายพันธุ์ของเซลล์ไขกระดูกหนูถีบจักร Nagabhushan ได้รายงานว่าสารสกัดขมิ้นด้วยอัลกอฮอล์ของขมิ้นสดหรือแห้ง และเคอร์คิวมินไม่ทำให้ Salmonella typhimarium ก่อกลายพันธุ์ แต่เคอร์คิวมินสามารถลดการก่อกลายพันธุ์ของพริก

การทดสอบความเป็นพิษ

       ได้มีผู้ทดสอบความเป็นพิษของขมิ้นและสารสกัดขมิ้นด้วยอัลกอฮอล์ พบว่าในขนาด 2.5 ก./กก. และ 300 มก./กก.ตามลำดับ ไม่พบอาการพิษ Ramaprasad ได้ทดลองความเป็นพิษเฉียบพลันของโซเดียมเคอร์คิวมิเนท (Sodium curcuminate) พบว่าเมื่อให้หนูขาดกินหรือฉีดเข้าช่องท้อง หลอดเลือด ในขนาด 500 มก./กก. ไม่พบว่ามีสัตว์ทดลองตาย แต่ในหนูถีบจักรมีอาการพิษตั้ง 250 มก./กก. และเมื่อทดลองฉีดโซเดียมเคอร์คิวมิเนท (Sodium cucurminate) เข้าช่องท้องหนูขาดในขนาดเดียวกัน คือ 500 มก./กก. เป็นเวลา 7 วัน ไม่พบว่ามีหนูตาย ปริมาณเม็ดเลือดก็ปกติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงการทำงานของตับ ไต เมื่อตัดเนื้อ ตับ ไต ม้าม ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ จะเห็นว่าโซเดียมเคอร์คิวมิเนท (Sodium cucurminate) ค่อนข้างปลอดภัย

 ความปลอดภัยของขมิ้น

       แม้จะได้รับในขนาดถึง 2.5 ก./กก. ก็ยังไม่พบอาการเป็นพิษเฉียบพลัน ต่อมามีผู้รายงานว่า เคอร์คิวมิน (Curcumin) ก็ปลอดภัยด้วย เพราะขนาดที่ทำให้หนูถีบจักรตายครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ทดลองคือ 2 ก./กก. แม้ว่าจะมีรายงานความเป็นพิษของโอเรโอเรซินซึ่งมีเคอร์คิวมินเป็นส่วนประกอบสำคัญต่อหนูซึ่งผสมสารสกัดนี้ในอาหาร โดยให้หนูได้รับสารสกัด 60, 296 และ 1,551 มก./กก. ในขนาดที่สูงสุดทำให้น้ำหนักหนูลดลง และมีความผิดปกติของไทรอยด์ กระเพาะปัสสาวะและไต และยังมีผู้พบอีกด้วยว่า ขมิ้นไม่เหมาะกับการเจริญของเชื้อรา และการสร้างอัลฟลาท๊อกซิน (Alflatoxin) ของรา

มะระขี้นก มะระ(ไทย)

Momordica charantia Linn.

Cucurbitaceae

ลักษณะของพืช

       ไม้เถา มีมือเกาะ ใบเดี่ยวเรียงสลับรูปฝ่ามือกว้างยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ขอบใบเว้า เป็นแฉกลึก 5-7 แฉก ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลืองรูประฆัง ผลเป็นรูปกระสวย ผิวขรุขระ มีรสขม

มะระขี้นกมี 2 ชนิด

       มะระขี้นก (มะระไทย) คือมะระที่มีผลเล็กๆ สั้นป้อม หัวแหลม ท้ายแหลม ผลยาวประมาณ 2-3 นิ้ว ผิวผลขรุขระ สีเขียวแก่ รสขมจัดกว่ามะระจีน มะระชนิดนี้เป็นพืชพันธุ์ของเมืองไทยแท้และเป็นชนิดที่มีสรรพคุณทางยา

       มะระจีน ผลยาวใหญ่ สีขาวอมเขียว ผิวขรุขระร่องใหญ่ ผลยาวประมาณ 4-9 นิ้ว (อาจถึง 10-12 นิ้ว)

การศึกษาองค์ประกอบทางเคมี

ทั้งต้น : alkaloids, saponin และสารผสม sterols ชื่อ charantin

เมล็ด : โปรตีนหลายชนิด ได้แก่

– MAP 30 (30 KDa)

– mormodin (24 KDa)

– Mormordica charantia agglutinin (32 KDa)

– Mormordica charantia lectin (115 KDa)

– Mormordica charantia inhibitor (23 KDa)

– Mormordica charantia cytostatic factor (40 KDa)

– a-momorcharin (32 KDa)

– b- momorcharin (29 KDa)

– p- insulin (11 KDa)

– amino acid เช่น a-aminobutyric acid

triterpenes ได้แก่

– momordicoside A-E

– vicine

ผล : alkaloids saponin amino acid (citrulline) 5-hydroxytryptamine (sterols)(charantin b-sitosterol stigmasterol acylglucosyl sterols) triterpine (cucurbitacin glycosides, momordicoside F1, F2, G, I, K และ L) polypeptide (p-insulin)

ใบ : triterpenes ได้แก่

– momordicine

– momordicine I, II, III

– cucurbitan-triterpenes (III, IV, V)

ราก : alkaloids ชนิดหนึ่งชื่อ momordicine และ saponin

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

       คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาที่สำคัญของมะระที่กำลังได้รับความสนใจ ในปัจจุบัน คือ คุณสมบัติลดน้ำตาลในเลือด ต้านมะเร็ง และต้านไวรัส HIV

        ผลการลดน้ำตาลในเลือด มีการศึกษาวิจัยผลมะระทั้งในสัตว์ทดลอง (กระต่าย) และในมนุษย์โดยใช้สารสกัดชนิดต่างๆ ได้แก่สารสกัดด้วย 95% akcohol น้ำ น้ำคั้น และยาชง พบว่าให้ผลลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยกระตุ้นการหลั่งและเหนี่ยวนำอินซูลิน

       องค์ประกอบทางเคมีในมะระที่ให้ผลลดน้ำตาลในเลือดเท่าที่มีการศึกษา ได้แก่ p-insulin ซึ่งแยกได้จากผลและเมล็ด เป็นโปรตีนที่มีน้ำหนักและโมเลกุลประมาณ 11,000 daltons ประกอบด้วย amino acid 166 โมเลกุล charantin ซึ่งเป็นสารผสม sterols แยกได้จากผลและเมล็ด และ vicine ซึ่งแยกได้จากเมล็ด นอกจากนั้นยังพบ Momordica charantin lectin ที่แยกได้จากเมล็ดให้ผลเป็น insulinomimetic agent

       ผลต้านมะเร็ง เป็นการศึกษาใน cell line เช่น human lymphoblast, human leukemic lymphocyte, melanoma-b cell-M9 เป็นต้น และการศึกษาในสัตว์ทดลอง (mice) โดยใช้ LEUK-L1210

       องค์ประกอบทางเคมีที่มีการศึกษาผลต้านมะเร็ง ได้แก่ guanylate cyclase inhibitor ซึ่งสกัดได้จากผลสุก MAP 30 สกัดจาก ผลสุกและเมล็ดในผลสุก a-momorcharin, b- momorcharin , Momordica charantia cytostatic factor ซึ่งแยกจากเมล็ด carotene, beta:5-6 epoxide ใน pericap stigmasta-5-25-diene-3b-6′ , 3-O-(6′-O-palmitoyl-b-D-glucosyl) และ stigmasta-5-25-diene-3b-ol, 3-O-(6′-O-stearoyl-b-D-glucosyl) ในผลดิบ

คุณสมบัติต้าน HIV

       มะระขี้นกเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีรายงานว่ามีกลุ่มสารโปรตีนที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อ HIV จากรายงานโปรตีนในเมล็ดมะระที่น่าสนใจคือ โปรตีนที่เป็น Ribosome Inactivating Proteins (RIPs) ที่มีขนาดโมเลกุล 30 kD โปรตีนที่มีชื่อว่า MAP30 MAP30 มีฤทธิ์ต้านไวรัส HIV ในหลอดทดลอง โดยยับยั้งการติดเชื้อด้วยขบวนการยับยั้งการเกิด syncytium ระหว่างเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อ HIV กับเซลล์ใหม่ นอกจากนั้นยังมีผลยับยั้งการขยายพันธุ์ของไวรัส HIV โดยยับยั้งเอนไซม์ HIV Reverse Transcriptase และ integrase และยับยั้งการสร้าง viral core protein ของเชื้อ HIV

       นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆ อีก ได้แก่ ต้านเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ยีสต์ โปรโตซัว มาลาเรีย ฆ่าพยาธิ แมลงและตัวอ่อน ลดการอักเสบ แก้ปวด ต้านออกซเดชั่น และยับยั้งการเกิด lipid peroxidation ยับยั้งการสังเคราะห์ DNA, RNA, โปรตีน

กะหล่ำปลี

Brassica oleracea Linn.

Cruciferae

       ปัจจุบันมีข้อมูลทางระบาดวิทยาชี้ให้เห็นว่า อาหารมีบทบาทสำคัญทั้งในแง่ของสุขภาพและการเกิดโรคบางชนิดได้รวมทั้งมะเร็ง กลุ่มผู้ที่รับประทานกะหล่ำปลีหรือผักกลุ่ม Cruciferous ในปริมาณสูงและเป็นประจำ มีอัตราการเกิดมะเร็งต่ำ ขณะที่กลุ่มที่ไม่เคยหรือรับประทานเป็นครั้งคราวมีอัตราการเกิดสูงกว่า 2-3 เท่า ผลลดอัตราการเกิดมะเร็งพบได้ในมะเร็งหลายชนิด ที่สำคัญได้แก่มะเร็งในลำไส้ใหญ่ เต้านม และปอด มีรายงานบ้างในหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและต่อมลูกหมาก

       จากการศึกษาในหลอดทดลอง ก็ให้การสนับสนุนผลของผักกลุ่ม Cruciferous ในการป้องกันการเกิดมะเร็งที่ชักนำด้วยสารเคมีต่างๆ

       ผักกลุ่ม Cruciferous ที่รู้จักกันดีได้แก่ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บรอคคอลี่ broussels sprouts ประกอบด้วย ascorbic acid a-tocopherol, b-carotene และวิตามิน A เช่นเดียวกับผักอื่นๆ ยังมีสารที่เชื่อว่ามีผลต่อการเกิดมะเร็งได้ซึ่งเป็นสารที่มีซัลเฟอร์เป็นส่วนประกอบ ได้แก่ glucosinolates หรือเดิมเรียกว่า thioglucosides และ S-methyl cysteine sulfoxide

ฤทธิ์ต้านการเกิดมะเร็ง

       สิ่งมีชีวิตมีกระบวนการป้องกันตัวเองจากสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย ในคนมีขบวนการทำลายด้วยเอนไซม์แบ่งออกได้เป็น 2 ระยะ ดังนี้

ระยะ 1 (Phase I) เป็นการทำให้สารแปลกปลอมมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดีขึ้น โดยปฏิกิริยาทางเคมีที่สำคัญและมีการศึกษามากที่สุดคือ cytochrome P450-dependent monooxygenase

ระยะ 2 (Phase II) ส่วนใหญ่ถูก conjugate เพื่อเร่งการขับทิ้ง ที่สำคัญเป็นการเติม glutathione glucuronide หรือ sulfate

สารจากพืชที่ใช้เป็นอาหารหลายชนิดที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง เชื่อว่ามีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ในขบวนการดังกล่าว การศึกษาในสัตว์ทดลองแสดงว่าสารที่ได้จาก glucosinolates ที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งที่ชักนำด้วยสารเคมี แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ

กลุ่ม isothiocyanate ได้แก่ benzyl isothiocyanate (BITC)

(ITC) 2-phenylethyl isothiocyanate (PEITC)

4-methyl-sulfinyl-butyl isothiocyanate

กลุ่ม indoles ได้แก่ indole-3-carbinol (I3C)

indole-3-acetonitrile (I3A)

ITC ยับยั้งการเกิดมะเร็งที่ชักนำด้วยสารเคมี โดยมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ทั้งระยะ 1 และระยะ 2 มีการศึกษากันมาก คือ PEITC การศึกษาโดยใช้ cell culture ของคนพบว่า ITC ควบคุมการเจริญของเซลล์ในระยะก่อนเกิดมะเร็ง ป้องกันเซลล์นั้นเจริญเป็นเซลล์ที่สมบูรณ์  Indoles ให้ผลกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ทั้งระยะ 1 และระยะ 2 ได้เช่นกัน มีรายงานว่า I3C เพิ่ม 2-hydroxylation ของ estradiol ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการลดอัตราการเกิดมะเร็งเต้านม โดยเสนอแนะว่าการได้รับ I3C ขนาด 6-7 มก./กก./วัน อาจช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมในผู้หญิงได้

       การให้ผักกลุ่ม Cruciferous เช่น กะหล่ำปลี 6 กรัมในอาหารสัตว์สามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งที่ชักนำด้วยสารเคมีได้ แต่ผลนี้สามารถลบล้างได้ด้วยอาหารที่มีปริมาณไขมันสูง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าการให้กะหล่ำปลี ให้ผลยับยั้งการเกิดมะเร็งในแต่ละ model ได้ต่างกันและในบางการทดลองพบว่า การให้รับประทานกะหล่ำปลีหรือให้ ITC และ I3C กลับส่งเสริมการเกิดมะเร็งได้เช่น ที่ตับอ่อน แม้ว่าเอนไซม์ในระยะ 1 และระยะ 2 มีบทบาทในการทำลายสารแปลกปลอม พบว่าเอนไซม์เหล่านี้ยังเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นสาร ซึ่งอาจเป็นพิษหรือก่อเกิดมะเร็งได้ Cytochrome P450 เอนไซม์สามารถกระตุ้นสารเฉื่อย (Inert) เป็นสารที่มีพิษได้และเอนไซม์ในระยะ 2 ทำให้เกิดการจับควบซึ่งอาจเป็นการนำสารไปยังเนื้อเยื่ออื่น ที่ซึ่งถูกกระตุ้นให้กลับเป็นสารที่เป็นพิษใหม่ได้ นอกจากนี้พืชที่เป็นอาหารประกอบด้วยสารต่างๆ มากมายที่มีฤทธิ์ทางชีววิทยาแตกต่างกัน มีรายงานว่าสารสกัดบางส่วนของกะหล่ำปลีให้ผลส่งเสริมการเกิดมะเร็งได้ ฉะนั้นอาจเป็นสาเหตุที่การทดลองให้ผลตรงกันข้าม

กระเทียม

Allium sativum Linn.

Garlic

Alliaceae

       สถาบันวิจัยมะเร็ง ประเทศสหรัฐอเมริกา พบความสัมพันธ์ระหว่างการลดอัตราการเกิดมะเร็งในทางเดินอาหารกับอาหารซึ่งมีกระเทียม หอม และหอมหัวใหญ่ พบว่าในจำนวนผู้ที่ทำการศึกษา 1,695 คน มี 564 คนเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร และในจำนวนผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพวกที่รับประทานกระเทียมน้อยหรือไม่รับประทานเลย และพบว่าชาวจีนที่ไม่รับประทานกระเทียมมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมากกว่าผู้ที่กินกระเทียมในปริมาณมากอยู่เสมอถึง 1,000 เท่า

       นอกจากนี้ยังมีผู้พบว่า diallyl disulfide ลดการก่อให้เกิดมะเร็ง เนื่องจากสาร nitrosamine ซึ่งสารนี้มักจะได้มาจากอาหารที่มี nitrate สูง รวมทั้งผักบางชนิด สารจากกระเทียมจะไปยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของ nitrosamine ไปเป็นสารซึ่งก่อมะเร็งอย่างรุนแรงได้ จึงเชื่อว่า diallyl disulfide น่าจะเป็นสารสำคัญที่ช่วยลดการเกิดมะเร็งในผู้ป่วยที่กินกระเทียมอยู่เสมอ

       Wargovich และคณะ ได้รายงานฤทธิ์ในการรักษามะเร็งในทางเดินอาหารของ diallyl sulfide ซึ่งเป็นสารที่พบในกระเทียมโดยสามารถต้านพิษของ dimethylhydrazine และ N-methyl-N-nitroso-methylamine ที่ทำให้เกิดมะเร็ง

ผลิตภัณฑ์กระเทียม

-ป้องกันการเกิดมะเร็ง

       หรือใช้เป็น adjuvant ในการบำบัดมะเร็ง เพราะสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งจากคน และการทดลองยังชี้ให้เห็นว่าสามารถยับยั้งมะเร็งต่างๆ ในสัตว์ทดลอง ได้แก่ มะเร็งเต้านม กระเพาะปัสสาวะ ผิวหนัง ลำไส้ใหญ่ หลอดอาหาร กระเพาะอาหารและปอด ซึ่งกระบวนการออกฤทธิ์อาจเนื่องมาจากการยับยั้งการทำงานของสารก่อมะเร็ง เพิ่มอัตราการขับสารก่อมะเร็ง ป้องกันไม่ให้สารก่อมะเร็งจับกับ DNA เพิ่มประสิทธิภาพของเอนไซม์ที่ทำให้เกิดมะเร็ง หรือผ่านกระบวนการกระตุ้นภูมิต้านทาน ช่วยลดอาการข้างเคียงของยามะเร็ง

ฤทธิ์ต้านมะเร็งของกระเทียม

       ได้มีการทดลองฆ่าเซลล์มะเร็งของ allicin และอโจอินซึ่งสลายมาจาก allicin พบฤทธิ์ที่น่าสนใจคือ สารทั้ง 2 ชนิด จะออกฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองโดยต้องใช้เวลา 3 ชั่วโมง จึงจะเข้าไปในเซลล์และออกฤทธิ์ทันทีที่เข้าไป อโจอินจะมีฤทธิ์แรงกว่า allicin 2 เท่าและคงตัวกว่า allicin และอโจอินจะเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งมากกว่าเซลล์ปกติถึง 2 เท่า จึงมีแนวโน้มที่ดีในการพัฒนามาใช้เป็นยารักษามะเร็ง และผู้วิจัยยังเน้นว่า อโจอินไม่ระคายเคืองต่อผิวหนังและตาอีกด้วย

       นอกเหนือจากนี้ ยังมีการวิจัยฤทธิ์ในการต้านมะเร็งในสมุนไพรชนิดอื่นๆอีกจำนวนมาก

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: