RSS

ยาขนานใหญ่บำบัดโรคชนิดต่างๆ

ยาแก้โรคมะเร็ง

http://www.swu.ac.th/royal/book3/b3c3t2_2.html

ตำรับยาสมุนไพรรักษาโรคมะเร็งของนายแพทย์นพรัตน์ บุณยเลิศ

หลักการรักษาโรคมะเร็ง

       จากการสัมภาษณ์นายแพทย์นพรัตน์ ท่านมีความเชื่อว่า เซลล์มะเร็งเป็นเซลล์ที่มีผนังบางและสามารถผลิตเอนไซม์ฮัยยาลูโรนิเดส (hyaluronidase) ที่สามารถทำลายผนังเซลล์ปกติและมีผลเหนี่ยวนำให้เซลล์ปกติเป็นเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้นสมุนไพรที่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพ (denature) ของเอนไซม์ hyaluronidase ทำให้เอนไซม์ไม่สามารถทำลายผนังเซลล์ปกติได้นั้น จะใช้ในการรักษาโรคมะเร็งได้

วิธีการให้การรักษาผู้ป่วย

โดยให้ยาสำหรับรับประทานเพียงพอกับระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อยาหมดจึงกลับมารับใหม่ ซึ่งทำให้สามารถติดตามอาการของผู้ป่วยได้ สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ต่างจังหวัดจะให้ยาเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ และผู้ป่วยที่อยู่ต่างประเทศ เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์

ตำรับยา

สำหรับรักษามะเร็งตับ (WCL)

ส่วนประกอบ คือ ขมิ้นชัน

วิธีเตรียม

  1. นำหัวขมิ้นชันมาซอยเป็นแว่นๆ
  2. หมักกับ diethylether (สกัดเอาตัวยาออกมา) ประมาณ 7 วัน (เปิดฝาไว้)
  3. เมื่อ diethylether ระเหยออกไปหมดแล้ว เติม ammonium carbonate ลงไป ทิ้งไว้ 3 วัน
  4. เมื่อ ammonium carbonate ระเหยหมด นำกากมาเติมน้ำเดือด
  5. ทำให้เย็น
  6. เจือจางด้วยน้ำ รับประทานได้

วิธีใช้ ใช้ร่วมกับ ACL

มะเร็งในต่อมน้ำเหลือง (RJ)

ส่วนประกอบสำคัญ : 
  1. Royal Jelly ประมาณ 1 กก.
  2. กระชายดำ 7 ช้อนชา (นำหัวมาตากแห้งและบดเป็นผง)
  3. น้ำ   250 ml นำมาละลายกับกระชายดำ

วิธีใช้ ครั้งละ 1 ช้อนชา ก่อนนอนและตื่นนอน

ถ้ารับประทานยากให้ดื่มน้ำส้ม เพราะ royal jelly จะบาดคอ

ยาป้องกันมะเร็งและไม่ให้มะเร็งลุกลาม (CM)

ส่วนประกอบสำคัญ :  ผิวส้มโอ Citrus maxima ( ใช้แทนว่านหางช้าง(belugenda)) เพราะหายาก
วิธีเตรียม :
  1. นำเปลือกส้มโอมาเฉือนผิวเขียวๆ โดยไม่ให้ติดส่วนที่เป็นสีขาวหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วตากให้แห้ง
  2. นำมาบดเป็นผง

วิธีใช้ ครั้งละ 1 ช้อนชา หลังอาหาร อาจผสมน้ำหรือน้ำผึ้ง

ยารักษาอาการตับโต (ให้เข้าที่) ( ACL)

ส่วนประกอบสำคัญ : 
  1. ใบบัวบก สด 30 gหรือ แห้ง 60 g
  2. พระจันทร์ครึ่งซีกแห้ง 15 g
  3. น้ำตาลกรวดจำนวนพอหวาน

วิธีเตรียม :นำส่วนประกอบมาต้มรวมกัน ให้มีรสออกหวานเพื่อช่วยการทำงานของตับ

วิธีใช้ :ใช้ร่วมกับ WCL (ขมิ้นชัน) ทานวันละครึ่งกระปุก เวลาท้องว่าง เช้า-บ่าย (10.00 และ 15.00)

ข้อห้าม :ผู้ที่เป็นตับโต

– ห้ามไม่ให้ขึ้นบันได เพราะจะได้ผลจากแรงดึงดูดโลก

– ห้ามไม่ให้ขึ้นเครื่องบิน

-ห้ามขึ้นลิฟท์

การรับประทาน ACL ร่วมกับ WCL สำหรับมะเร็งตับ จะหายในเวลา 5-6 เดือน ไวรัสตับอักเสบ B     2 เดือน

ยาล้างพิษจากการฉายแสงและฉีดสารเคมี ( CYP)

ส่วนประกอบสำคัญ : 
  1. อ้อยแดงสด 300 g
  2. หัวแห้วหมูแห้ง 500 g
วิธีเตรียม : 
  1. นำส่วนประกอบทั้งสองมาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ
  2. เติมน้ำพอท่วม ต้มให้เดือดประมาณไม่เกิน 1/2 ชม.

วิธีใช้ : รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ หลังอาหาร 3 เวลา

ยาเพิ่มภูมิต้านทาน (CAR)

ส่วนประกอบที่สำคัญ : 
  1. ดอกคำฝอยแห้ง 500 g
  2. แครอทสด จำนวนมาก
  3. ใบบัวบกสดหรือแห้ง 15 g

วิธีเตรียม นำส่วนประกอบมาต้มกับน้ำให้เดือดประมาณ 1/2 ชั่วโมง

วิธีใช้ ให้กับผู้ป่วยทุกคนร่วมกับยาตัวอื่นๆ

ยารักษามะเร็งปอด (CALG)

ส่วนประกอบสำคัญ : 
  1. ทองพันชั่งทั้งต้นแห้ง 60 g
  2. ข้าวเย็นเหนือ 30 g
  3. ข้าวเย็นใต้ 30 g
  4. ตังกุยจี้ (เมล็ดดำเล็กๆ) 30 g
  5. รากชะเอม 10 g
  6. พูคาวทั้งต้นแห้ง 60 g
  7. กะเม็งตัวเมียทั้งต้นแห้ง 60g (ดอกสีขาวเล็กๆ)

วิธีเตรียม : นำส่วนประกอบมาสับรวมกัน ต้มกับน้ำพอท่วม

วิธีใช้ : ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหาร 3 เวลา

ยารักษามะเร็งเต้านม (BEL)

ส่วนประกอบสำคัญ : ว่านหางช้าง 500 g

(หัวใต้ดิน Belaqunda chinesis พบในปัตตานี นราธิวาส ต้นมีลักษณะคล้ายกะเม็งตัวผู้

วิธีเตรียม : นำมาสับ ต้มกับน้ำพอท่วมให้เดือดประมาณ ฝ ชั่วโมง

วิธีใช้ ครั้งละ 3 ช้อนโต๊ะ หลังอาหาร 3 เวลา

 

ยารักษาโรคเบาหวาน (SCO)

ผู้ป่วยมะเร็งที่เป็นเบาหวาน จะไม่ให้ยา ACL เพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลกรวด แต่จะให้ SCO แทน

ส่วนประกอบสำคัญ : 
  1. ผักบุ้งแดงสด 15 g
  2. ตะไคร้หอมสด 50 g
  3. ดอกมะม่วงสด 15 g
  4. ฝักคูณทั้งฝัก 60 g
  5. กรดน้ำทั้งต้นสด 30 g
  6. ใบอินทนิลน้ำสด 60 g

วิธีเตรียม นำส่วนประกอบทุกอย่างมาต้มรวมกัน

วิธีใช้ ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ หลังอาหาร 3 เวลา ให้ร่วมกับ CAR เพื่อเพิ่มพูนต้านทาน

สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่เป็นเบาหวาน จะให้ SCO ร่วมกับยารักษามะเร็งนั้นๆ

ยารักษามะเร็งกล่องเสียง (HV)

ส่วนประกอบสำคัญ : น้ำนมราชสีห์ ทั้งต้นสด

วิธีเตรียม : เติมน้ำพอท่วมต้น

วิธีใช้ ให้ร่วมกับ RJ และ CAR

  1. ยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ อัมพฤกต์-อัมพาต ปวดข้อ (AP)

เป็นสูตรของเพื่อนนายแพทย์นพรัตน์ แล้วนำมาเติมฟ้าทะลายโจร

ยารักษามะเร็งในเม็ดเลือด (BVHJ)

ส่วนประกอบสำคัญ : 
  1. พังพวยดอกขาวทั้งต้น 50 g
  2. กระชายแดงทั้งต้น 50 g
  3. หญ้างวงช้างทั้งต้น 50 g
  4. สบู่แดงทั้งต้น 50 g

วิธีเตรียม นำทุกอย่างมาบดรวมกันให้เป็นผง

วิธีใช้ ครั้งละ 2 ช้อนชาหลังอาหาร 3 เวลา

ยาบำรุงหัวใจ (PADMA 28)

นำเข้ามาจากต่างประเทศ (สวิสเซอร์แลนด์ และ อเมริกา) ลักษณะเป็นยาเม็ด ส่วนประกอบเป็นสมุนไพรของทิเบต ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น ใช้ส่วนของใบ

ยารักษามะเร็งกระดูก (BOE)

ส่วนประกอบสำคัญ : กระชายแดง

วิธีเตรียม บดเป็นผง

วิธีใช้ ครั้งละ 2 ช้อนชา ก่อนอาหาร 3 เวลา

  1. 15.         ยาสร้างเม็ดเลือด

ส่วนประกอบสำคัญ : กรดน้ำ

  1. 16.         ยารักษามะเร็งคอ ปาก ระบบทางเดินหายใจ
ส่วนประกอบสำคัญ : 
  1. สบู่แดง 80 g
  2. พูคาว 20 g
  3. หญ้างวงช้าง 20 g

วิธีเตรียม บดรวมกันเป็นผง ครั้งละ 2 ช้อนชา หลังอาหาร 3 เวลา

 

ยาสำหรับเสริม (A109)

ใช้เสริมทุกเวลา

ส่วนประกอบสำคัญ : 
  1. หญ้าดอกขาวทั้งต้น (หมอน้อย) 250 g
  2. ทองพันชั่งทั้งต้น 100 g
  3. สบู่แดงทั้งต้น 80 g
  4. สะบ้ามอญ ใช้เนื้อในเมล็ด 40 g
  5. แก่นแกแล 20 g
  6. กะเม็งตัวเมีย 240 g
  7. ลูกเดือย 120 g
  8. พันงู 90 g
  9. หนุมานประสานกาย 74 g
  10. ใบมะละกอ ใช้ใบทั้ง 3 และ 4 72 g

(ใบที่ 4 จะดีที่สุด)

  1. พูคาว (ผักคะตอง) 40 g
  2. พังพวยฝรั่ง ดอกขาวทั้งต้น 120 g
  3. พระจันทร์ครึ่งซีก 90 g
  4. ว่านหางช้าง 50 g
  5. โทงเทง 90 g
  6. ลูกใต้ใบ 120 g
  7. หญ้างวงช้าง 50 g
  8. เทียนบ้าน 30 g
  9. เถาฟัก 20 g
  10. ผิวส้มโอ 50 g
  11. ทานตะวันทั้งต้นไม่เอาเมล็ด 100 g
  12. ฝอยข้าวโพด 100 g
  13. กระชายแดง 50 g
  14. ขมิ้นอ้อย 50 g
  15. ฟ้าทะลายโจร 20 g
  16. หญ้าผมยุ่ง 80 g
  17. กระเทียมโทน สกัดจาก alcohol 50%

(แช่ alcohol 50% นาน 1 เดือน)

  1. ขมิ้น สกัด alcohol 50%

(แช่ alcohol 50% นาน 1 เดือน)

  1. หญ้าหนวดแมว 40 g

วิธีใช้ : ใช้เสริม RJ ทุกเวลา
อื่นๆ

ดอกคำฝอย : เป็นยาเพิ่มภูมิต้านทาน
RJ : บำรุงสมอง ทานวันละ 1 ช้อนชา
กระชายดำ : บำรุงสมอง ทานกับน้ำผึ้งหรือเหล้า

 

ตำรับยาเหล่านี้ ในการรักษาจะให้หลายๆอย่างพร้อมกัน ตำรับที่เป็นพื้นๆ คือ RJ, A109, CM, CAR

 

ยาแก้โรคมะเร็งในมดลูก 

http://getgoodherb.blogspot.com/2010/09/blog-post_20.html

ให้เอา หัวยาข้าวเย็นเหนือ 1 หัวยาข้าวเย็นใต้ 1 ต้น หนอนตายอยาก 1 รากนมแมว 1 หัวพุทธรักษา (สีขาว) 1 ตัวยาทั้ง 5 อย่างนี้ เอาหนักอย่างละ 4 บาทเท่ากัน เกลือทะเล (เกลือใส่แกง) 1 กำมือนำมาใส่หม้อดินต้มกับน้ำพอสมควร ใช้น้ำยารับประทานครั้งละ 1 ถ้วยชา มีสรรพคุณแก้โรคมะเร็งในมดลูกได้ผลดีอย่างชะงัด

โรคมะเร็งปากมดลูก

โรคมะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่เกิดที่ปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบบ่อย บทความนี้เกี่ยวกับโรค ปัจจัยเสี่ยง การป้องกัน การวินิจฉัยรวมทั้งการรักษา

โครงสร้างของปากมดลูก

 

ยาแก้โรคอัมพาต

http://getgoodherb.blogspot.com/2010/12/blog-post_6751.html

ให้เอาหัวกระเทียม ๓๐ หัว ตัดกลางเป็นหัวละ ๒ ท่อน ตากแดดให้แห้ง ชั่งน้ำหนักได้เท่าไหร่ เอาขิงแห้ง หัวแห้วหมู โคกกระสุน ทั้ง ๓ นี้รวมกันชั่งให้ได้น้ำหนักเท่ากับหัวกระเทียม นำมาใส่หม้อดินต้ม รับประทานต่างน้ำ แก้โรคอัมพาต เท้าตายมือตาย 

       โรคอัมพาต อัมพฤกษ์   เป็นโรคที่สมองขาดออกซิเจนอันเนื่องมาจาก เส้นเลือดไปเลี้ยงสมองอุดตัน หรือแตก ทำให้การทำงานของสมองส่วนต่างๆ ผิดปกติ 
สมองเป็นอวัยวะที่ควบคุมหน้าที่ต่างๆของร่างกาย หากสมองตายไปเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง ผู้ป่วยอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับการพูด พฤติกรรม และความจำ นอกจากนี้ยังทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายในส่วนที่สมองส่วนนั้นๆ ควบคุมอ่อนแรง   ความผิดปกติของร่างกายที่เกิดขึ้นจะเป็นมากหรือน้อย ขึ้นกับว่าสมองส่วนใดขาดเลือดไปเลี้ยง และขาดเลือดไปเลี้ยงมากน้อยขนาดใด ตัวอย่างเช่น หากสมองด้านหลังขาดเลือดไปเลี้ยง ผู้ป่วยจะมีปัญหาเกี่ยวกับการมองหรือเห็นภาพ
 และสมองมีหลายส่วน แต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้น อาการในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นกับความผิดปกติของหลอดเลือดในสมองที่มีเส้นเลือดตีบ หรือตันอาการที่พบได้แก่

1. แขนขาอ่อนแรง หรือชาซีกใดซีกหนึ่ง (บางกรณีอาจเป็น ทั้ง2ซีก) ขยับตัวไม่ได้ซีกใดซีกหนึ่ง
2. ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด หรือสำลัก
3. พูดไม่ได้ หรือฟังไม่รู้เรื่อง (มีปัญหาด้านความเข้าใจภาษา)
4. เวียนศีรษะมาก เดินเซ แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
5. มองไม่เห็นซีกใดซีกหนึ่ง 

       เมื่อเกิดความเสียหายต่อเซลล์สมองบริเวณนั้น ๆ อาการต่าง ๆ ที่คนไข้เป็นอยู่จึงเกิดตามมา และโรคทุกโรคไม่ใช่อยู่ ๆ เพิ่งจะมาเป็น เช่นอยู่ดี ๆ พรุ่งนี้ก็จะเป็นอัมพฤต อัมพาต ไม่ใช่นะคะ มันมีการสะสม สะสมจากวัน-เป็นเดือน จากเดือน-เป็นปี ไม่ใช่อยู่ ๆ เส้นเลือดจะมาตีบเอาเมื่อวาน วันนี้หรือพรุ่งนี้ มันค่อย ๆ ตีบ ค่อย ๆ ตัน ตีบมากที่สุด จนเลือดไม่สามารถจะลำเลียงเลือดและสารอาหารไปเลี้ยงสมองบริเวณนั้น ๆ ได้ 

ยาแก้โรคลมบ้าหมู ( โรคชัก )

http://getgoodherb.blogspot.com/2010/09/blog-post_7271.html

       เอาต้นครอบจักวาฬ (หรือต้นพันสี) ทั้งห้า (ถอนเอาทั้งต้นตลอดถึงราก)นำมาล้างน้ำให้สะอาด ใส่หม้อดินต้มกับน้ำพอสมควร ใส่น้ำตาลทรายแดง ลงผสมพอมีรสหวานเล็กน้อย ใช้น้ำยารับประทานต่างเครื่องดื่ม เป็นประจำทุกวันถ้าเป็นโรคชักมาไม่นานโรคนี้จะหายขาดไปโดยเร็ว ถ้าเป็นโรคชักมาเกิน ๔ ปี จะต้องต้มยานี้รับประทานทุกวันติดต่อกันไปประมาณ ๑ ปี โรคชักนี้จึงจะหายขาดมีสรรพคุณชะงัดนักแล เคยใช้รักษาได้ผลดีมาแล้ว ฯ

วิธีป้องกันโรคชัก

ท่านให้หมั่นระบายท้อง ระวังอย่าให้ท้องผูก ให้หมั่นถ่ายยาอย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง รับรองจะไม่เกิดอาการชัก เคยใช้รักษาได้ผลดีมาแล้ว ฯ

วิธีแก้อาการชัก

ท่านให้ใช้มือหยิกที่ขาอ่อนของผู้ป่วย ให้เกิดอาการเจ็บมากๆ ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวภายใน ๕ นาที 

       โรคลมชัก (epilepsy) หมายถึง อาการหมดสติและชักเกร็ง ซึ่งจะเกิดขึ้นชั่วขณะและเป็นครั้งคราว โบราณเรียกว่า “ลมบ้าหมู”ภาษาร่วมสมัยเรียกว่า “โรควูบ”

       โรคนี้เกิดจากการทำงานของสมองผิดปกติไปชั่วคราว เซลล์สมองบางส่วนมีการปลดปล่อยพลังไฟฟ้าผิดปกติ กระตุ้นให้เกิดอาการชักเกร็ง ส่วนใหญ่เป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด กล่าวคือ ไม่พบความผิดปกติของโครงสร้างของสมอง และสาเหตุอื่นๆ บางคนอาจมีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย บางคนอาจมีประวัติชักเวลาไข้สูงตั้งแต่ตอนเล็กๆ

       โรคนี้พบได้ประมาณร้อยละ 0.5-1 ของประชากรทั่วไป เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย ส่วนมากพบในเด็กอายุ 2-14 ปี เด็กที่มีอาการชักก่อนอายุ 2 ขวบ อาจมีสาเหตุจากโรคในสมอง เช่น โครงสร้างของสมองผิดปกติมาแต่กำเนิด หรือสมองได้รับบาดเจ็บระหว่างคลอด หรือเกิดจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ เป็นต้น คนที่มีอายุมากกว่า 25 ปี ซึ่งไม่เคยมีประวัติอาการชักมาก่อน แล้วอยู่ๆ ก็เกิดอาการชักขึ้นมา อาจมีความผิดปกติในสมอง เช่น เป็นเนื้องอกในสมอง ฝีในสมอง มีก้อนเลือดออกในสมอง (จากอุบัติเหตุหรือหลอดเลือดฝอยในสมองแตกในคนไข้ความดันเลือดสูง) , หลอดเลือดในสมองตีบตัน , พยาธิตืดหมูขึ้นสมอง , ความดันเลือดสูงชนิดร้ายแรง 

 

ยาแก้โรคลมต่างๆ

http://getgoodherb.blogspot.com/2010/10/blog-post_07.html

ขนานที่ ๑ เอา ต้นบัวบก ๒ ส่วน กับพริกไทยล่อน ๑ ส่วน นำมาตำผสมกันให้ละเอียด ผสมกับน้ำร้อน ใช้รับประทานเวลาเช้าและเย็น มีสรรพคุณแก้โรคลมทุกชนิด 

 ขนานที่ ๒ เอาดอกบัวหลวง ๕ ดอก , ดอกมะลิแห้งหนัก ๕ บาทดอกเข็มขาวหนัก ๕ บาท ดอกเข็มเหลืองหนัก ๕ บาท ดอกเข็มแดงหนัก ๕ บาทจันทน์แดงหนัก ๒ บาท จันทน์ขาวหนัก ๒ บาท ตัวยาทั้ง ๗ อย่างนี้ นำมาใส่หม้อดินต้ม ใช้น้ำยารับประทานวัละ ๒ เวลา หรือ รับประทานต่างน้ำชาก็ได้ โรคลมทุกชนิด จะหายไป 

 ขนานที่ ๓ เอาน้ำตาลทรายขาว ประมาณ ๔ ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับน้ำฝนประมาณครึ่งแก้ว คนให้เข้ากันดีแล้ว ใช้ดื่มเพียงเวลา ๓๐ นาที อาการเป็นลมปัจจุบันจะพลันหายไปทันที 

 

ยาแก้โรคประสาท

http://www.tumraya.co.cc/2009/10/blog-post_15.html

เอา  จันทน์แดง ๑  จันทน์เทศ ๑  หัวยาข้าวเย็นเหนือ ๑  หัวยาข้าวเย็นใต้ ๑ หัวคล้า ๑ 

ตัวยาทั้ง ๕ อย่างนี้ เอาหนักอย่างละ ๔ บาทเท่ากัน  ขิงสด ๙ แว่น  ตัวยา
ทั้ง ๖ อย่างนี้  นำมาใส่หม้อดิน ต้มกับน้ำพอสมควร  ใช้น้ำยารับประทานโดยใส่น้ำตาล
โตนดลงผสมเป็นกระสายยา  พอมีรสหวานเล็กน้อยทุกครั้ง  ครั้งละ ๑ ถ้วยชา

       โรคประสาท (neurosis) เป็นความผิดปกติทางจิตชนิดหนึ่งที่ไม่รุนแรง แสดงอาการทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้จิตใจแปรปรวน อ่อนไหวง่าย มักมีความรู้สึกสบายใจ วิตกกังวลอยู่เสมอ ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกอารมณ์หรือพฤติกรรมให้เหมือนเดิมได้ อาการทางกายภาพแสดงออกได้ หลายรูปแบบ

 โรคกระเพาะอาหาร   

 http://www.yasiam.com/txt/drg451230a.html

       โรคกระเพาะอาหาร (peptic ulce) หมายถึงอาการปวดแสบ ปวดต้อ ปวดเสียด หรือจุกแน่น ตรงบริเวณใต้ลิ้นปี่ (เหนือสะดือ) เวลาก่อนรับประทานอาหารหรือหลังรับประทานอาหารใหม่ ๆ สาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะคือ ความเครียด (วิตกกังวล คิดมาก เคร่งเครียดกับการงาน การเรียน) พฤติกรรมการรับประทานอาหารผิดเวลา และการรับประทานอาหารที่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและลำไส้เช่น เหล้า เบียร์ แอสไพริน (ยาแก้ปวด ยาซอง) ยาแก้ปวดข้อ ยาชุด หรือยาลูกกลอนที่ใส่สเตียรอยด์ เครื่องดื่มชูกำลัง ที่เข้าสารคาเฟอีน เป็นต้น

การรักษาโรคกระเพาะ โดยการรับประทานยา และดูแลสุขภาพ ของตนเอง ดังนี้
      ก. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา
      ข. รับประทานอาหาร 3 มื้อตามปกติ (ถ้าปวดมากในระยะแรก ควรรับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่นข้าวต้ม) อย่ารับประทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด

ไม่จำเป็นต้องแบ่งรับประทานอาหารทีละน้อยแต่บ่อยมื้อขึ้นดังที่เคยแนะนำกันในอดีต เพราะยิ่งรับประทานมากนอกจากจะทำให้น้ำหนักขึ้นแล้ว (ต้องคอยลดความอ้วนอีก) ยังอาจจทำให้อาการกำเริบได้ง่ายอีกด้วยคนที่เป็นโรคกระเพาะบางครั้งอาจรู้สึกหิวง่ายก็ควรรับประทาน ยาลด กรดแทนนมหรือข้าว

       ค. งดเหล้า เบียร์ ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม และบุหรี่เพราะจะทำให้โรคกำเริบได้
       ง. ห้ามรับประทานยาแอสไพริน ยาแก้ปวดข้อ ยาที่เข้าเตรียรอยด์ (ในรายที่จำเป็นต้องใช้ยาเหล่านี้รักษาโรคอื่น ควรปรึกษาแพทย์)
       จ. คลายเครียดด้วยการออกกำลังกาย (เช่น วิ่งเหยาะ เดินเร็ว ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ รำมวยจีน โยคะ เต้นแอโรบิก) หรือทำสมาธิ สวดมนต์ ไหว้พระ หรือเจริญภาวนาตามศาสนาที่ตัวเองนับถือ คนที่เป็นโรคกระเพาะเนื่องจากความเครียด การปฏิบัติในข้อนี้ จะมีส่วนช่วยให้โรคหายขาดได้

 

ยาสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร คือ

1. ขมิ้นชัน
         ชื่อวิทยาศาสตร์    Curcuma longa Linn., Curcuma domesticaVal.
         ชื่อท้องถิ่น          ขมิ้น (ทั่วไป) ขมิ้นแกง ขมิ้นหยวก ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้มิ้น หมิ้น(ใต้) ตายอ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร) สะยอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
         ลักษณะของพืช 
                  ขมิ้นมีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ประเทศอินเดีย จีน และหมู่เกาะ อินเดียตะวันออกปัจจุบันมีการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ อย่างแพร่หลายในประเทศเขตร้อน ขมิ้นเป็นพืชล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดิน อายุหลายปี ถึงฤดูแล้งใบจะโทรม เมื่อย่างเข้าฤดูฝนเริ่มแตกใบขึ้นมาใหม่เนื้อในของเหง้ามีสีเหลืองเข้มจนถึงสีแสดเข้ม มีกลิ่นหอมเฉพาะ ใบเป็นใบเดี่ยว ก้านยาว ใบเหนียว เรียวและปลายแหลม กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม. ดอกเป็นดอกช่อ มีก้านช่อแทงจากเหง้าโดยตรง ดอกย่อยสีเหลืองอ่อน กลีบประดับสีเขียวอมชมพู ดอกบานครั้งละ 3-4 ดอก ผลรูปกลม มี พู

 

ส่วนที่ใช้เป็นยา          เหง้าแห้ง
         ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา    เก็บเมื่อขมิ้นอายุราว 7-9 เดือน
         รสและสรรพคุณยาไทย รสฝาด กลิ่นหอมแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน ขับลม ท้องร่วง
         

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
                 เหล้าขมิ้นมีน้ำมันหอมระเหยประมาณร้อยละ 22-6 เป็นน้ำมันสีเหลือง มีสารหลายชนิด คือ Turmerone, Zingiberene, Borneol เป็นต้น และมีสารสีเหลืองส้ม คือ เคอร์ควิมิน (Curmumin) ประมาณร้อยละ 1.8-5.2

                 การศึกษาทางเภสัชวิทยาพบว่า ขมิ้นมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ขับน้ำดี และฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบได้ โดยที่ฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะเกิดจากสารเคอร์คิวมิน ขนาด 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทำให้เกิดการกระตุ้น การหลั่ง mucin ออกมาเคลือบกระเพาะ แต่ถ้าใช้ขนาดสูงอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้ ส่วนฤทธิ์ลดการอักเสบเกิดจากสารเคอร์คิวมินและน้ำมันหอมระเหย ทำให้ขมิ้นมีผลช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากแผลในกระเพาะได้

                 ฉวีวรรณ พฤกษ์สุนันท์ และคณะ (2529) ศึกษาผลของยาแคปซูลขมิ้นในผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องเนื่องจากแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กดูโอนินั่ม โดยดูการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผนังภายในกระเพาะอาหารและสำไส้เล็กดูโอนินั่ม ด้วยกล้องส่องตรวจ (Endoscope) ในผู้ป่วยชาย 8 ราย หญิง 2 ราย อายุระหว่าง 16-60 ปีผู้ป่วยที่มีแผลเปื่อย10 ราย นี้เป็น D.U. 2 ราย มีขนาดแผล 0.5-1.5 ซม. โดยให้รับประทานขมิ้นชันขนาดแคปซูลละ 250 มก.ครั้งละ 2 แคปซูล ก่อนอาหาร 3 มื้อ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง และก่อนนอน ปรากฏผลว่า แผลของผู้ป่วยหายเรียบร้อยดี 6 ราย คิดเป็น 60 % ในระยะเวลา 4-12 สัปดาห์ ในจำนวนนี้ถ้าแสดงผลการหายของแผลเรียบร้อยภายในเวลา 4 สัปดาห์ ได้เป็น 50%

                   อัญชลี อินทนนท์ และคณะ (2529) ได้ทำการทดลองใช้ขมิ้นรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องซึ่งเชื่อว่าเป็นอาการของโรคแผลเปปติค (Peptic Ulcer) โดยเปรียบเทียบกับการใช้ไตรซิลิเกต (Trisiligate) ซึ่งเป็นยาลดกรดขององค์การเภสัชกรรม ได้ผลดังนี้ คืออาการดีขึ้นมากหลังรักษาด้วยขมิ้นชัน ครบ 12 สัปดาห์ จำนวน 15 ราย คิดเป็น 60% หายปกติ 1 ราย คิดเป็น 58 % อาการดีขึ้นมาก หลังรักษาด้วยไตรซิลิเกต 5 ราย คิดเป็น 50 % หายปกติ 4 ราย คิดเป็น 40 %

                   ขมิ้นเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง การศึกษาพบว่าขมิ้น ไม่มีพิษเฉียบพลันและไม่มีผลในด้านก่อกลายพันธุ์ และในการวิจัยทางคลินิกของ ฉวีวรรณ พฤกษ์สุนันท์และคณะ (2529) ได้ศึกษาเคมีเลือดผู้ป่วยที่รับการ ทดลองจำนวน 30 คน ก่อนและหลังรับประทานขมิ้นติดต่อกันนาน 4 สัปดาห์ ไม่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงในผลเคมีเลือดที่บ่งถึงการตรวจหน้าที่ตับและไต และฮีมาโตโลยี ส่วนผลแทรกแซง พบอาการท้องผูก ราย แพ้ยามีผื่นที่ผิวหนัง 2 ราย

         วิธีใช้
                   ขมิ้นใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารโดยการนำเหง้าแก่สดล้างให้สะอาด (ไม่ต้องปอกเปลือก) หั่นเป็นชิ้นบาง ๆ ตากแดดจัดสัก 1-2 วัน บดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน หรือบรรจุแคปซูล เก็บไว้ในขวดสะอาดและมิดชิด รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน

                   บางคนรับประทานขมิ้นแล้วอาจมีอาการแพ้ขมิ้น เช่นคลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดหัวนอนไม่หลับ เป็นต้น หากมีอาการดังกล่าวให้หยุดยาและเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่นแทน

 

2 กล้วย
     ชื่อวิทยาศาสตร์    Musa sapientum Linn.
     ชื่อท้องถิ่น            –
     ลักษณะพืช 
              กล้วยเป็นพืชเมืองร้อนและเป็นพืชที่คุ้นเคยกับคนไทยมาช้านาน เพราะเกือบทุกส่วนของกล้วยมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน กล้วยเป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นตรง รูปร่างกลม มีกาบใบหุ้มซ้อนกัน ใบสีเขียวขนาดใหญ่ ขอบใบขนานกัน ช่อดอกคือหัวปลี มีลักษณะห้อยหัวลงยาว 1-2 ศอก มีดอกย่อยออกเป็นแผง กลายเป็นผลติดกัน เรียกว่าหวี เรียงซ้อนและติดกันที่แกนกลางเรียกว่าเครือ
ส่วนที่ใช้เป็นยา ผลกล้วยดิบหรือผลห่าม

      ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา     เก็บผลกล้วยช่วงเปลือกเป็นสีเขียว ต้นกล้วยจะให้ผลเมื่ออายุ 8-12 เดือน
     รสและสรรพคุณยาไทย  รสฝาด ฤทธิ์ฝาดสมาน
     ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
                 กล้วยดิบประกอบด้วยสารประกอบหลายชนิด คือ Tannin , Serotonin, Norepinephnine, Dopamin และ Catecholamine สารเหล่านี้อยู่ในเนื้อและเปลือกของกล้วยสำหรับกล้วยสุกมี pectin , Essential oil, Norepinephrine และกรดอินทรีย์หลายชนิด

                  ปี คศ. 1964 Best และคณะ ได้พบว่าผงกล้วยดิบมีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะหนูขาว ซึ่งเกิดจากการให้ aspirin โดยสามารถใช้ทั้งป้องกันและรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารได้ ในการป้องกันจะใช้ขนาด 5 กรัม ส่วนการรักษาใช้ขนาด 7กรัม และถ้าเป็นสารสกัดด้วยน้ำจะมีฤทธิ์แรงเป็น 800 เท่าของผงกล้วย ผู้วิจัยเข้าใจว่ากล้วยดิบไปกระตุ้นให้เซลล์ในเยื่อบุกระเพาะหลั่งสารพวก mucin ออกมาเคลือบกระเพาะ กล้วยจะดีกว่ายาพวก Aluminium hydroxide, Cimetidine หรือ Postaglandin ซึ่งมีฤทธิ์เฉพาะป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะเท่านั้น แต่ไม่สามารถรักษาแผลที่เกิดแล้วได้

      วิธีใช้
                  นำกล้วยน้ำว้าดิบฝานเป็นแว่นตากแดดประมาณ 2 วัน หรืออบให้แห้งในอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส และบดเป็นผง วิธีรับประทานโดยการนำผงกล้วยดิบครั้งละครึ่งถึงหนึ่งผล ชงน้ำหรือผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มหรือนำผงกล้วยดิบมาปั้นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหาร และก่อนนอน รับประทานแล้วอาจมีอาการท้องอืดเฟ้อ ป้องกันได้โดยใช้ร่วมกับยาขับลม เช่น น้ำขิง พริกไทย เป็นต้น
สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน, “ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน”

 

ยาแก้โรคทับระดู

http://getgoodherb.blogspot.com/2010/10/blog-post_21.html

ขนานที่ ๑ ท่านให้เอาหัวจุกมะพร้าว ๓ จุก นำมาใส่หม้อดินต้มกับน้ำปูนใส ( น้ำปูนแดงกินกับหมาก ) ใช้น้ำยารับปราน มีสรรพคุณแก้ไข้ทับระดู – ระดูทับไข้ ได้ผลอย่างระงับนักแล.

ขนานที่ ๒ ท่านให้เอาต้นลูกใต้ใบทั้ง ๕ ( เอาทั้งต้นตลอดถึงราก ) นำมาล้างน้ำให้สะอาดตำให้ละเอียดผสมกับสุรา คั้นเอาเฉพาะน้ำยาใช้รับประทาน

       ระบบต่างๆ มีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงหลายประการด้วยกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนเพศหญิงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขณะมีประจำเดือนในส่วนของภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อ พบว่าขณะมีประจำเดือน ร่างกายมีภูมิต้านทานลดน้อยลง โอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อง่ายกว่าปกติ จากการศึกษาวิจัยในห้องปฏิบัติการ พบว่าการทำหน้าที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่อสู้เชื้อโรคจะลดน้อยลง สืบเนื่องมาจากผลของฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง 

       นอกจากนี้ยังพบว่ามีโอกาสติดเชื้อในมดลูก และปีกมดลูกได้มากกว่าปกติ เกิดเป็นภาวะมดลูกอักเสบ และปีกมดลูกอักเสบ ในสมัยก่อนการเดินทางไปโรงพยาบาลเป็นเรื่องยากลำบาก สุขอนามัยส่วนตัวไม่ได้ดีพอ ไม่มีการใช้ผ้าอนามัยเหมือนในปัจจุบัน อาจจะใช้วัสดุที่ไม่สะอาด หรือใช้ผ้าเก่ามาซับเลือด แล้วนำมาซักใช้ใหม่อีก การอาบน้ำชำระล้างร่างกายก็นิยมลงไปอาบในแม่น้ำลำคลอง เวลาที่มีประจำเดือน ปากมดลูกจะเปิด เมื่อเกิดการติดเชื้อจึงทำให้โรคค่อนข้างรุนแรง เกิดเป็นไข้ทับระดูขึ้น

ยาแก้โรครากสาด 

http://www.samunpri.com/textbook/?p=157

ขนานที่ ๑ เอาใบฝรั่งสด กับเกลือทะเล (เกลือใส่แกง) ตัวยาทั้ง ๒ อย่างนี้เอาอย่างละเท่าๆ กัน นำมาตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำต้มสุก คั้นเอาน้ำยารับประทานประมาณ ๑ ถ้วยชา

ขนานที่ ๒ เอาส้มมะขามเปียก ๑ ปูนแดง (ปูนแดงกินกับหมาก) ๑ น้ำตาลโตนด ๑ ตัวยาทั้ง ๓ อย่างนี้เอาอย่างละพอสมควร นำเอาปูนแดงกับ น้ำตาลโตนด มาผสมกัน ปั้นเป็นลูกกลอน เอาส้มมะขามเปียกห่อหุ้ม ขนาดเม็ดยาพอกลืนได้สะดวก ใช้รับประทานครั้งละ ๓-๕ เม็ด จะปรากฏผลดีภายใน ๓๐ นาที

ขนานที่ ๓ เอาเนื้อมะขามเปียกกับปูนแดง (ปูนแดงกินกับหมาก) ตัวยาทั้ง ๒ อย่างนี้ เอาอย่างละพอสมควร นำมาตำผสมกันให้ละเอียดปั้นเป็นลูกกลอน ใช้รับประทานวันละ ๓ เวลา

       ไข้รากสาด หรือ ไข้ไทฟัส (อังกฤษ: Typhus) เป็นกลุ่มของโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย โดยมีแมลงปรสิต (louse) เป็นพาหะ ชื่อโรคไทฟัสมาจากรากศัพท์ภาษากรีก typhosแปลว่าขี้เกียจหรือขุ่นมัว ซึ่งอธิบายสภาวะจิตใจของผู้ป่วยด้วยโรคนี้ เชื้อแบคทีเรียก่อโรคนี้คือเชื้อกลุ่มริกเก็ตเซีย (Rickettsia) ซึ่งเป็นปรสิตที่จำเป็นต้องอยู่ในเซลล์โฮสต์ตลอดเวลา ไม่มีวงชีพอิสระ เชื้อริกเก็ตเซียเป็นเชื้อที่ระบาดอยู่ในสัตว์พวกหนู และแพร่กระจายเข้าสู่มนุษย์โดยเห็บ เหา หมัด โลน หรือไร พาหะเหล่านี้จะเจริญได้ดีภายใต้ภาวะสุขลักษณะไม่ดีเช่นในเรือนจำ ค่ายผู้ลี้ภัย ในหมู่คนไร้บ้าน และในสนามรบช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในประเทศที่พัฒนาแล้วโรคไข้รากสาดใหญ่มักติดต่อผ่านทางหมัด ส่วนในเขตร้อนโรคนี้มักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคไข้เลือดออก

 

ยาแก้โรคหนองใน (ทั้งชายและหญิง)

www.oocities.com/thaimedicine/fd-120/med-119.htm

       เอา  ยาดำ หนัก ๑ บาท  แก่นฝาง หนัก ๑ บาท  ต้นลูกใต้ใบ หนัก ๑ บาท  หัวยา
ข้าวเย็นเหนือ หนัก ๑ บาท  หัวยาข้าวเย็นใต้ หนัก ๑ บาท  สารส้ม หนัก ๑ บาท  เถาวัลย์
เปรียง หนัก ๑ บาท  ต้นบานไม่รู้รวย (ชนิดดอกสีขาว) ทั้งห้า (เอาทั้งต้นตลอดถึงราก) ๑ 
กำมือ  ตาไม้ไผ่ ๓ ตา  ใบมะนาว ๑๐๘ ใบยอดสับปะรด ๓ ยอด  ฝาหอยแครง (ที่ตายแล้ว)
๖ ฝา  หญ้าคา ๑ กำมือ  ใบมะกา ๑ กำมือ  ตัวยาทั้ง ๑๔ อย่างนี้  นำมาใส่หม้อดิน ต้มกับ
น้ำพอสมควร  ใช้น้ำยารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยแกง  วันละ ๒ ครั้ง เวลา เช้า-เย็น ประมาณ
๗ วัน โรคหนองในทั้งชายและหญิงจะหายไป

       หนองใน (โกโนเรีย ก็เรียก) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (กามโรค) ที่พบได้มากเป็น อันดับแรกสุด คือพบได้ประมาณ 40%-50% ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พบมากในหญิง โสเภณี และผู้ชายที่ชอบเที่ยวกลางคืน

       เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Neisseria gonorrhoeae เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุ ท่อปัสสาวะในผู้ชาย ละทางปากมดลูกและท่อปัสสาวะของผู้หญิง ทำให้เกิดโรคโดย เชื้อแบคทีเรียเกาะจับเซลล์เยื่อบุชนิดที่ไม่มีขนโบก และสร้างสารพิษ lipopolysaccharide endotoxin รวมทั้งสร้างเอ็นไซม์ IgA proteases ทำให้ความสามารถในการก่อโรคเพิ่มมากขึ้น

     ระยะฟักตัว 1 – 14 วัน แต่ที่พบบ่อยคือ 3 – 5 วัน โรคหนองในติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะทางปาก ช่องคลอดหรือทางทวาร การร่วมเพศทางปาก จะทำให้เชื้อ สามารถติดต่อจากปากไปอวัยวะเพศ หรือจากอวัยวะเพศไปยังปาก หากช่องคลอดหรืออวัยวะ ดังกล่าวปนเปื้อนหนองที่มีเชื้อก็สามารถติดเชื้อนี้ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีการร่วมเพศ ถ้ามี คู่ขามาก ก็จะยิ่งมีโอกาสติดเชื้อเพิ่มขึ้น การจับมือหรือการนั่งฝาโถส้วม ไม่ทำให้เกิดการ ติดเชื้อ   

 

ยาแก้เลือดเสีย

www.oocities.com/thaimedicine/fd-120/med-120.htm

       เอา  ก้านสะเดา ๓๓ ก้าน  ใบมะนาว ๑๐๘ ใบ  เถาวัลย์เปรียง หนัก ๑ บาท  
จันทน์แดง หนัก ๑ บาท  จันทน์ขาว หนัก ๑ บาท  คำฝอย หนัก ๑ บาท  ยาดำ หนัก 
๒ สลึง  บอระเพ็ด หนัก ๒ สลึง  ขิงสด หนัก ๒ สลึง  ใบมะกา หนัก ๕ บาท  ขมิ้นอ้อย  
๓ แว่น  กระทือ ๓ แว่น  หัวข่า ๓ แว่น (ตัวยาทั้ง ๓ อย่างนี้  ลงด้วยพระเจ้า ๕ พระองค์ 
คือ  นะ โม พุท ธา ยะ)  ตัวยาทั้ง ๑๓ อย่างนี้  นำมาใส่หม้อดิน ต้มกับน้ำพอสมควร  ใช้
น้ำยารับประทานครั้งละ ๑ ถ้วยชา  เวลา เช้า-กลางวัน-เย็น  วันละ ๓ เวลา

 

 

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: