RSS

“หมอหวาน” ผู้สืบตำนานคุณค่าแห่งยาหอมไทย

       “แม้เป็นลมหน้ามืดวิงเวียน คลื่นเหียนอาเจียนเป็นการใหญ่ จุกเสียดอ่อนเพลียละเหี่ยใจ ทิ้งเอาไว้มีหวังม้วยมอด…” เสียงเพลงโฆษณาสนุกๆ ทางวิทยุของยาหอมตราปรางค์สามยอด คงเป็นที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีของผู้คนที่เกิดก่อนยุค 80 แต่สำหรับคนรุ่นหลังคงทำได้เพียงค้นหาฟังเอาจากอินเทอร์เน็ต เพราะทางวิทยุคงหาฟังไม่ได้อีกแล้ว

       ยาหอมเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมที่อยู่คู่สังคมไทยมากว่าสามศตวรรษ ว่ากันว่าตำรับยาหอมเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในยุคเริ่มต้น ยาหอมถือว่าเป็นของสูง เป็นของหายากที่ใช้กันในหมู่เจ้านายที่มีทรัพย์และมีอำนาจวาสนา เพราะเครื่องยาหลายตัวต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งยังต้องมีบริวารมากพอจะมาบดมาร่อน มาปรุงให้ได้ยาหอมคุณภาพดี

       เมื่อบวกกับคุณค่าความหมายของ “วัง” ยาหอมยุคนั้นจึงกลายเป็นของที่มีคุณค่า คุณภาพ และมีราคาแพงจนชาวบ้านทั่วไปแทบไม่รู้จักและไม่มีโอกาสได้ใช้

       จนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงปรารภให้กระจายยาดีๆ ไปตามหัวเมืองทั่วประเทศ เพื่อให้ราษฎรที่อยู่ห่างไกลที่หายาแก้โรคภัยได้ยาก ภายใต้ชื่อ “ยาโอสถสภา” (ยาสามัญประจำบ้าน) และจัดตั้งตำรับยาตำราหลวงขึ้น ซึ่งมียาหอมเป็นหนึ่งในนั้น

       ยาหอมมีสรรพคุณในการปรับสมดุลของธาตุลม และ “ลม” ยังหมายถึงการไหลเวียนของระบบโลหิต ระบบทางเดินอาหาร และระบบประสาท ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย เลือดลมจึงมีความหมายต่อสุขภาพค่อนข้างกว้าง จนมีคำกล่าวว่า “โรคเลือดลมมี 500 จำพวก” เมื่อเลือดลมเป็นปกติก็ย่อมดีต่อหัวใจและสมอง ด้วยสรรพคุณเช่นนี้ ในอดีตยาหอมจึงไม่ได้เป็นเพียงยาประจำเชี่ยนหมากของคุณย่าคุณยาย แต่เป็นยาประจำแทบทุกบ้านและนิยมใช้กันทุกเพศทุกวัย

       ต่อมาเมื่อเครื่องยาหอมหาได้ง่ายขึ้น และมีการนำตำรายาดีๆ ออกเผยแพร่ให้ผู้ที่สนใจได้เรียนรู้ ตำรับยาหอมจึงถูกดัดแปลงสูตรยาหอมเป็นตำรับเฉพาะของตนมาผลิตขายยาหอมจึงมี หลากหลายตำรับและแพร่หลายไปสู่สามัญชนในกว้าง จนเชื่อกันว่ายาหอมคงได้รับความนิยมมากที่สุดในยุคนี้ และแม้ว่ายาหอมจะเข้าถึงได้ง่าย แต่ความหมายและสถานภาพของยาหอมก็ยังคงคุณค่าในเชิงสังคมและวัฒนธรรมจึงมัก ถูกใช้เป็นของขวัญของฝากในยุคนั้น

       เมื่อบริบททางสังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนไป ยาฝรั่งและการรักษาโรคแบบตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทย ประกอบกับยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศตามแบบตะวันตก วิถีการดูแลสุขภาพแบบตะวันตกที่ต้องมีผลรองรับทางวิทยาศาสตร์ มีสรรพคุณชัดเจนและจับต้องได้ จึงได้รับยกย่องว่าเป็นสิ่งดีงาม มีคุณค่า และน่าเชื่อถือกว่าองค์ความรู้ดั้งเดิมของคนไทย 

ทั้งที่สรรพคุณของยาหอมจะเข้าไปปรับสมดุลธาตุในร่างกาย ยาหอมจึงไม่ได้เป็นแค่การรักษาแต่ยังเป็นวิธีดูแลสุขภาพอย่างอ่อนโยนที่สุด เพราะไม่มีผลข้างเคียง แต่ด้วยอำนาจแฝงของวาทกรรม ตะวันตกทำให้ยาฝรั่งที่เน้นออกฤทธิ์แรงและได้ผลเร็วเหมาะกับวิถีชีวิตที่ เร่งรีบ กลายเป็นสิ่งที่คนเรานึกถึงอันดับต้น ส่วนแพทย์แผนโบราณเป็นเพียงทางเลือกที่ถูกหลงลืมและถูกเมิน ซึ่งถูกตอกย้ำด้วยทัศนคติของคนรุ่นใหม่ต่อยาหอม ที่ถูกทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่เชย ล้าสมัย และไม่ได้มาตรฐาน

ส่งผลให้ชุดคำอธิบายว่าด้วยความ ผิดปกติของธาตุลมหรือ “โรคเลือดลม 500 จำพวก” เริ่มไม่ได้รับความยอมรับและไม่มีพื้นที่ในวิถีการดูแลสุขภาพของคนไทยรุ่น หลังเฉกเช่นในอดีต เหมือนกับที่คุณค่าและความนิยมของยาหอมไทยก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ จนแทบไม่มีพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมอีกต่อไป

เหลือเพียงแต่สำนวนเกี่ยวกับยาหอม ไม่ว่าจะเป็น “โปรยยาหอม” หรือ “ยาหอม” เฉยๆ ที่ยังคงเป็นที่นิยมพูดกันมาอย่างแพร่หลายจนปัจจุบัน

       “ก่อนนี้มีลูกค้าเพียงไม่เกิน 20 ราย และแทบจะไม่มีเพิ่ม คนเก่าแก่ที่กินยาหอมโบราณของเราก็คงจะอยู่เห็นหน้าซื้อหากันได้อีกไม่กี่ มากน้อยเพราะต่างก็อายุมากแล้ว เราเลยมาคิดว่า ถ้าคนรุ่นนี้หมดไปจะทำยังไง จะปล่อยให้ยาหอมของบรรพบุรุษตายต่อหน้าเราหรือ?” ภาสินี ญาโณทัย สะท้อนภาพปัจจุบันของยาหอมตำรับโบราณที่มีชื่อว่า “หมอหวาน” ในฐานะทายาทรุ่น 4  แม้จะไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่ายาหอมแบรนด์ “หมอหวาน” นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร แต่ภาสินีเชื่อว่ายาหอมตำรับของตระกูลเธอน่าจะมีอายุมากกว่า 100 ปี เพราะหมอหวาน รอดม่วง คุณทวด ผู้เป็นเจ้าของสูตรยาหอมตำรับนี้ เกิดในปี พ.ศ.2411 และเริ่มเป็นแพทย์แผนโบราณ มาตั้งแต่รัชสมัยของรัชกาลที่ 5

       ภายใต้อาคารสไตล์ “ชิโน-บริติช” อายุร่วม 85 ปี ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเล็กๆ ซ่อนตัวบนถนนบำรุงเมือง ไม่ห่างจากเสาชิงช้า เป็นที่ตั้งของ “บ้านหมอหวาน” ซึ่งเคยถูกใช้เป็นคลินิกรักษาโรคและสถานที่ปรุงยาที่มีชื่อ “บำรุงชาติสาสนายาไทย” โดยเดิมทีบ้านหมอหวานมีตำรับยาหลากหลายขนาน ทั้งยาเด็ก ยาถ่าย ยาแก้ไข้ ยาหอม ยาลม ยากวาดคอ ฯลฯ แต่คงเหลือเพียงยาหอม 4 ตำรับที่ตกทอดมาจนปัจจุบัน

       ขวดโหลบรรจุสมุนไพรติดป้ายชื่อตำรับยาหลากหลายวางเรียงรายในตู้กระจกสูง เกือบ จรดเพดานริมผนังสองด้าน กลางบ้านเป็นตู้เก็บอุปกรณ์สำหรับร้านยา เช่น ตาชั่งทองเหลือง โกร่งบดยาอันเล็กๆ จอกกระเบื้องเคลือบวางเป็นชุด เป็นเพียงไม่กี่สิ่งที่ยังเหลือเป็นเค้าลางบ่งบอกว่าที่นี่เคยเป็นคลินิก รักษาโรคและสถานปรุงยาแผนไทยมาก่อน

       จากที่เคยมีคนไข้มาให้รักษา มาขอซื้อยาไม่ขาดสาย แต่วันนี้มีเพียงเสียงเครื่องบดยาที่ดังสนั่นกลบความเงียบเป็นครั้งคราว กับหญิงชราวัย 79 ปี ที่มักจะนั่งบรรจงพิมพ์เม็ดยาหอมด้วยสองมือและใบหน้าที่สดใส แม้ว่าร่างกายท่อนล่างจะเคลื่อนไหวไม่สะดวกนัก เนื่องจากโรคข้อกระดูกอักเสบและเคยผ่านการผ่าตัดกระดูกสะโพกมาก่อน “ป้าออระ” เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของหมอหวาน

       หลายคนอาจคุ้นตากับยาหอมแบบผง แต่ยาหอมหมอหวานเป็นแบบเม็ด ยาหอมเม็ดกลมปิดด้วยแผ่นทองคำบริสุทธิ์สุกสดใสเป็นตำรับ “ยาหอมสุรามฤทธิ์” ส่วนยาหอมอีก 3 ตำรับ ได้แก่ “ยาหอมอินทรโอสถ” “ยาหอมประจักร์” และ “ยาหอมสว่างภพ” อยู่ในรูปแบบเม็ดกลมแบนแปะด้วยทองคำเปลวบริสุทธิ์ เพราะสรรพคุณทางยาของทองคำบริสุทธิ์มีรสเย็น จึงช่วยลดไข้และทำให้ผิวพรรณชุ่มชื่น

       สำหรับนักพิมพ์ยามือฉมังอย่างป้าออระ ทองคำเปลวหนึ่งแผ่นราคาร่วม 5 บาท เธอปิดได้ 2 เม็ด เมื่อยิ่งบวกกับตัวยาหลักที่ใช้ในการปรุงยาหอมทั้ง 4 ตำรับของหมอหวาน หลายตัวเป็นวัตถุดิบหายากและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจที่ยาหอมหมอหวานจะราคาสูงกว่าที่อื่น

“พิมเสนเกล็ด” เป็นน้ำค้างที่แข็งในปล้องไม้ไผ่ผสมเยื่อไม้ ซึ่งมีกลิ่นและสรรพคุณดีกว่าพิมเสนสังเคราะห์ ต้องนำเข้าจากจีน “ชะมดเช็ด” สารฟิโลโมนที่ขับออกทางผิวหนังของชะมด ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ในประเทศไทยมีคนเลี้ยงน้อยราย จึงมีราคาแพง น้ำหนักสาร 15 กรัม ราคา 2 พันบาท สรรพคุณบำรุงหัวใจและทำให้กลิ่นหอมแรง “เห็ดนมเสือ” เป็นเห็ดที่เกิด จากน้ำนมเสือโคร่งแม่ลูกอ่อนทำน้ำนมหกตามพื้นดิน แล้วเกิดเป็นเห็ดดอกเล็กสีขาว น้ำนม แข็งเหมือนหิน สรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง และ “หญ้าฝรั่น” เกสรดอกไม้ ซึ่ง 1 ดอกมีเพียง 3 เส้น ต้องเก็บอย่างเบา มือเพื่อไม่ให้ขาด นำเข้าจากสเปนและแถบ อาหรับ นับเป็นเครื่องเทศที่มีราคาแพงที่สุดในโลก น้ำหนัก 45 กรัมราคาร่วม 1 หมื่นบาท เป็นต้น

        การปรุงยาหอมไทยนับเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เพราะยาหอมแต่ละตำรับ จะปรุงจากเครื่องยาตั้งแต่ 10-59 ชนิดรวมกัน โดยตัวยาแต่ละอย่างในตำรับทำหน้าที่แตกต่างกันไป มีทั้งที่เป็นตัวยาหลัก, ตัวยารองซึ่งทำหน้าที่เสริมฤทธิ์หรือลดความเป็นพิษของตัวยาหลัก, ตัวยาคุมป้องกันอาการแทรกซ้อน และยังมีตัวยาช่วยปรุงแต่งสีรสและกลิ่น ผสมผสานกันจนเกิดสรรพคุณที่สมดุลเพื่อรักษาโรคตามที่ต้องการ ยาหอมไทยจึงถือเป็นภูมิปัญญา ล้ำค่าของคนไทย

       “แม้ยาหอมและแพทย์แผนไทยจะไม่มีผลรับรองทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ผ่านการทดลองจากมนุษย์มาแล้วหลายชั่วอายุคน ผ่านการพิสูจน์มานับร้อยปี ถือเป็นภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่ของหมอยาโบราณที่คิดสูตรได้ขนาดนี้ แล้วจำเป็นหรือที่เรายังต้องไปแยกส่วนดูอะไรกันอีก” ทายาททั้งสองรุ่นเห็นตรงกัน

       จากที่เคยขายมีกำไรพอเลี้ยงตัวได้ แต่กว่า 10 ปีที่ผ่านมา เครื่องยาหลายตัวราคาถีบตัวสูงขึ้น จนต้องแบกภาระขาดทุน ในการขายยาหอมบางตำรับติดต่อกันมานาน ทว่าป้าออระก็ยังคงสืบทอดสูตรและสัดส่วนดั้งเดิมกว่า 100 ปี หลายครั้งเคยคิดจะเลิกผลิต แต่พอแจ้งกับลูกค้าประจำก็กลับถูกขอร้องให้ทำต่อ เธอจึงต้องยอมนำรายได้จากการทำงานประจำในตำแหน่ง เลขานุการคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาจุนเจือภาวะขาดทุนของกิจการครอบครัว

       “หลายคนถามว่าคิดดีแล้วหรือที่ออกจากงานมาขายยาหอมที่คนแทบไม่กินกัน แล้ว ทำไมไม่ทำเป็นงานอดิเรก แต่คิดว่าการจะฟื้นฟูความนิยมยาหอมไทยมันไม่ง่าย ถ้าเราไม่ทำเต็มที่ อีกไม่นานยาหอม ของเราก็คงค่อยๆ หายไป ก็เหมือนไม่รับผิดชอบต่อบรรพบุรุษ เพราะสิ่งนี้เป็นมรดก ตกทอดจากบรรพบุรุษและเราเป็นทายาท” ทายาทรุ่นเหลนวัย 34 ปีกล่าว

       ภาสินีเรียนจบทางด้านกฎหมายทั้งปริญญาตรีและโทจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นก็ทำงานในฝ่ายวางแผนและพัฒนาของเครือเจริญโภคภัณฑ์อยู่ 6 ปี แล้วจึงร่วมทำงานกับ TCDC ในฝ่ายนโยบายและพัฒนา เป็นเวลาร่วม 4 ปี ก่อนจะลาออกจากงานประจำเพื่อมาประคับประคองกิจการร่วมกับป้า โดยเริ่มต้นจากการเพิ่มพูนความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสมุนไพรไทยด้วยการลงเรียน เภสัชแผนไทยที่วัดโพธิ์ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาหอมและยาแผนไทยให้ลึกซึ้งมากขึ้น และที่สำคัญคือศึกษาถึงอุปสรรคของยาหอมไทย

       ในความตอนหนึ่งจากงานวิจัยเรื่อง “วัฒนธรรมการใช้ยาหอมในสังคมไทย” ระบุว่า… การเสื่อมถอยลงของความนิยมใช้ยาหอม ไม่ได้เป็นเพราะยาหอมคุณภาพแย่ลง หรือไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยอีกต่อไป แต่เป็นเพราะยาหอมเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมที่ไม่สอดคล้องกับวิธีคิดของคนยุค นี้และสภาพของสังคมปัจจุบัน ยาหอมจึงไม่มีพื้นที่ทางสังคมที่จะดำรงอยู่ดังเช่นในอดีต…

       ปัญหาใหญ่อีกด้านคือ กฎหมายและมาตรฐานกำกับดูแลการผลิตที่เข้มงวด โดยเฉพาะการปรับปรุงสถานที่ปรุงยาแผนโบราณให้เป็นไปตาม GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งสำหรับผู้ผลิตรายย่อยย่อมเป็นต้นทุนสูงทีเดียว หรือการขอ อ.ย. (ใบอนุญาต อาหารและยา) ค่อนข้างซับซ้อนในแง่ระเบียบเรื่องการระบุสรรพคุณ รวมทั้งระเบียบกฎเกณฑ์ที่ออกมาอีกจำนวนมากซึ่งล้วนเป็นข้อจำกัดในการผลิตของ รายย่อย จึงทำให้คนรุ่นหลังถอดใจไม่สืบสานมรดกภูมิปัญญาของครอบครัวต่อไป

       “ระเบียบกฎเกณฑ์ที่จะออกมากำกับดูแลยาหอมหรือยาแผนโบราณ นอกจากต้องปิดช่องไม่ให้มีการหลอกลวงผู้บริโภคได้แล้ว ขณะเดียวกันก็ควรเอื้อประโยชน์ต่อการดำรงอยู่ของรูปแบบยาหอมดั้งเดิมที่หลาก หลาย ไม่ใช่มุ่งขจัดความหลากหลายออกไปให้เหลือเพียงมาตรฐานเดียว”

       สำหรับความฝันอันสูงสุดของภาสินี เธอหวังเพียงว่า ยาหอมหมอหวานจะมีส่วนทำให้ยอดขายโดยรวมของยาหอมเพิ่มขึ้น เพียงเพราะคนในสังคมเริ่มรู้จัก เห็นคุณค่า ยอมรับ และรู้สึกดีต่อยาหอมไทยมากขึ้น จนในที่สุดยาหอมกลับเป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่ทุกบ้านมีติดบ้าน ทุกคนทุกเพศทุกวัยต้องมีพกติดตัวเอาไว้ สมกับที่ยาหอมเป็นมรดกอันทรงคุณค่าและอยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน

บ้านหมอหวาน

 

         “บำรุงชาติสาสนายาไทย” หรือ บ้านหมอหวาน” อาคารเก่าแก่สไตล์โคโลเนียล ย่านเสาชิงช้า เป็นมรดกจาก นายหวาน รอดม่วง แพทย์แผนโบราณ มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี พ.ศ.๒๔๑๑ ถึง พ.ศ.๒๔๘๘ จวบจนปัจจุบัน บ้านหลังนี้ได้ตกทอดสู่ทายาทรุ่นเหลน และยังคงทำหน้าที่เป็นทั้งบ้านและสถานที่ปรุง ยาแผนโบราณ ของ หมอหวาน สืบต่อกันมากว่า ๔ ชั่วอายุคน โดยภายในตัวอาคารยังคงเต็มไปด้วยโบราณวัตถุนานาชนิด ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีต ตลอดจน ยาหอมโบราณ กว่าร้อยปีทั้ง ๔ ตำรับของ หมอหวาน ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างมากในอดีต ก็ยังคงได้รับการถ่ายทอดทั้งกรรมวิธีและกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมด้วยเครื่องมือโบราณที่ใช้ในการปรุงยาขายให้กับลูกค้าเก่าแก่มากว่า ๑๐๐ ปี

       “ยาหอม” ถือเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมายาวนาน แม้ว่าความรู้สึกสดชื่นเมื่อทาน ยาหอม จะเป็นคุณค่าที่แท้จริง ซึ่งไม่สามารถหาได้จากยาสมัยใหม่ หากแต่ปัจจุบัน ความนิยมในการบริโภค ยาหอม ในสังคมไทยได้ลดน้อยถอยลงไปทุกที สืบเนื่องจากความเชื่อและทัศนคติที่มีต่อ ยาหอม” ที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องล้าสมัย สรรพคุณในการรักษาไม่ชัดเจน ขาดผลการรับรองทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน จึงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำให้ ยาหอม” กลับมาอยู่ในกระแสความนิยมอีกครั้ง

       ด้วยเจตนารมณ์ในการสร้างการรับรู้ใหม่เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ดีและถูกต้องเกี่ยวกับ ยาหอม” ให้กับคนรุ่นหลัง บำรุงชาติสาสนายาไทย” จึงปรารถนาที่จะรังสรรค์วิธีการและรูปแบบการนำเสนอเรื่องราวในอดีตซึ่งแสดงถึงศาสตร์และศิลป์ในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่สมควรแก่การรื้อฟื้นให้กลับมามีชีวิต และสอดคล้องกับบริบทสังคมในยุคปัจจุบันอีกครั้ง เพราะ มรดกทางภูมิปัญญา คือ สิ่งที่คนในอดีตสร้างไว้ หน้าที่ของคนในปัจจุบันก็คือ ดูแล เพื่อจะส่งต่อให้คนในรุ่นอนาคตรักษาต่อไป”

http://www.mowaan.com/

 

ตำรับยาหอมของหมอหวาน

 

ยาหอมประจักร์

แก้จุกเสียดแน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน รับประทานเมื่อมีอาการครั้งละ ๕-๗-๙ เม็ด
ตัวยาสำคัญ ๑. โสมเกาหลี ๒. พิมเสนเกล็ด ๓. ชะมดเช็ด ๔. หญ้าฝรั่น ๕. เหง้าขิงแห้ง

ยาหอมสว่างภพ

แก้อาการวิงเวียนหน้ามืด แก้ไข้สวิงสวาย รับประทานเมื่อมีอาการครั้งละ ๕-๗ เม็ด
ตัวยาสำคัญ ๑. ใบพิมเสน ๒. พิมเสนเกล็ด ๓. หญ้าฝรั่น ๔. โสมเกาหลี ๕. ชะมดเช็ด 

ยาหอมสุรามฤทธิ์

แก้อาการใจสั่น เป็นลม บำรุงหัวใจ รับประทานเมื่อมีอาการครั้งละ ๑ เม็ด
ตัวยาสำคัญ ๑. โสมเกาหลี ๒. พิมเสนเกล็ด ๓. อำพันทอง ๔. หญ้าฝรั่น ๕. ชะมดเช็ด ๖. คุลิก่า

 

 

ยาหอมอินทรโอสถ

แก้เหนื่อย อ่อนเพลีย แก้ไอ แก้เสมหะ รับประทานเมื่อมีอาการครั้งละ ๓-๕ เม็ด
ตัวยาสำคัญ ๑. รากแฝกหอม ๒. อบเชยญวน ๓. เห็ดนมเสือ ๔. หญ้าฝรั่น ๕. ชะมดเช็ด ๖. โคโรค

วิธีรับประทาน

๑. แช่น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว ๑ ช้อนโต๊ะ บดให้ละเอียด จิบรับประทาน

๒. เคี้ยวหยาบๆ พอแหลก อมไว้ในปาก

๓. รับประทานทั้งเม็ด พร้อมดื่มน้ำตาม

http://www.healthcorners.com/new_read_news.php?id=10277

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: