RSS

Category Archives: บทวิจารณ์: ทิศทางแนวโน้มและอนาคตของยาแผนโบราณและยาจากสมุนไพร

บทวิจารณ์: ทิศทางแนวโน้มและอนาคตของยาแผนโบราณและยาจากสมุนไพร

บทวิจารณ์: ทิศทางแนวโน้มและอนาคตของยาแผนโบราณและยาจากสมุนไพร

         จากกระแสความนิยมผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติมากขึ้น ทำให้คนจำนวนไม่น้อยที่เจ็บป่วยได้หันมานิยมใช้ยาจากธรรมชาติหรือสมุนไพรทดแทนยาแผนตะวันตกที่มาจากการสังเคราะห์ทางเคมี ซึ่งมีราคาแพง และมีฤทธิ์ข้างเคียงสูงกว่ายาจากสมุนไพร ดังนั้น จึงนับเป็นเรื่องที่ดีที่คนไทยจะหันมาใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพจากสมุนไพรกันมากขึ้น แทนการพึ่งพายาแผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียวอย่างแต่ก่อน เพราะจะช่วยลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศและลดการเสียดุลย์การค้าของประเทศลงได้ และการที่ตลาดโลกมีความต้องการผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพรในปริมาณมาก น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยซึ่งมีทรัพยากรสมุนไพรที่มีคุณภาพดีอยู่เป็นจำนวนมาก จะได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรของเราให้มีคุณภาพทัดเทียมกับของต่างประเทศ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก แทนการส่งออกแต่วัตถุดิบสมุนไพรซึ่งมีมูลค่าการตลาดต่ำ เพื่อช่วยนำรายได้เข้าประเทศอีกทางหนึ่งด้วย

ทิศทางในการพัฒนาสมุนไพรของประเทศ
        จากแนวคิดข้างต้น อาจกล่าวได้ว่าทิศทางในการพัฒนาสมุนไพรของประเทศสามารถแบ่งได้เป็น 3 แนวทางหลัก ดังนี้
        1. การพัฒนาสมุนไพรเพื่อการส่งออก สามารถทำได้หลายรูปแบบ ดังเช่นที่หลายประเทศในเอเชีย เช่น จีน หรือ อินเดีย ทำกัน โดยแต่ละรูปแบบจะมีมูลค่าทางการตลาดแตกต่างกันขึ้นกับมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ และการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added products) กล่าวคือสมุนไพรสามารถส่งออกได้ในรูปของ
               1.1 วัตถุดิบในการผลิต ซึ่งส่งออกได้ง่ายกว่า เพราะกฎหมายของต่างประเทศที่ควบคุมไม่เข้มงวดเท่า แต่มีข้อเสียตรงที่ขายได้ราคาน้อยกว่าและไม่สามารถสร้าง Brand name ของผลิตภัณฑ์หรือสร้างชื่อเสียงของประเทศได้ดีเท่าการขายในรูปผลิตภัณฑ์ วัตถุดิบสมุนไพรอาจส่งออกในรูป
                      – ผงสมุนไพร (Crude drug) เช่น ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร ส้มแขก ขิง ลูกสำรอง หรือ
                      – สารสกัดหยาบ (Crude extract) เช่น มะตูม กระเจี๊ยบ รากปลาไหลเผือก กระเทียม ส้มแขก
               1.2 ผลิตภัณฑ์สมุนไพรแปรรูป เช่น
                      – เครื่องสำอาง
                      – ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary supplement) ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่นเป็นผลิตภัณฑ์จากผงสมุนไพรหรือสารสกัดสมุนไพรบรรจุแคปซูลหรืออัดเป็นเม็ด และผ่านการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์แต่ละครั้งของการผลิต ซึ่งสามารถทำได้หลายระดับตั้งแต่ระดับง่ายจนถึงระดับที่ยุ่งยากแต่ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีขึ้นตามลำดับ เช่น การใช้ Chromatographic fingerprint ในการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ว่ามีสารออกฤทธิ์กลุ่มที่ต้องการอยู่หรือไม่ โดยไม่มีการวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญ (Qualitative analysis)ได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า “Fingerprinted products” หรือการผลิตและควบคุมคุณภาพโดยควบคุมปริมาณสารสำคัญให้มีปริมาณไม่ต่ำกว่ากำหนด หรือการผลิตเป็น “Standardized products” ที่มีการควบคุมปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ให้มีปริมาณที่แน่นอนในทุกครั้งที่ผลิต นั่นคือ มี product uniformity ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงแต่กรรมวิธีในการผลิตและควบคุมคุณภาพยุ่งยากกว่า สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพร นอกจากจะต้องมีการควบคุมปริมาณสารสำคัญแล้ว หากเป็นสมุนไพรไทยที่ไม่เป็นที่รู้จักในต่างประเทศก็จะต้องมีการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรนั้นอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับพรีคลินิก ได้แก่การศึกษาทางเภสัชวิทยา พิษวิทยา ไปจนถึงการวิจัยทางคลินิก เพื่อเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ประกอบการอ้าง Health claim ของผลิตภัณฑ์นั้นด้วย
        2. การพัฒนาสมุนไพรเพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งควรส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรเพื่อใช้เป็นยาอย่างครบวงจร มีการพิสูจน์สรรพคุณและความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยทางคลินิก เพื่อประเมินประสิทธิผลของยาจากสมุนไพรในผู้ป่วยเปรียบเทียบกับยาแผนปัจจุบัน และการวิจัยเพื่อกำหนดมาตรฐาน และพัฒนาวิธีวิเคราะห์เพื่อใช้ควบคุมคุณภาพยาจากสมุนไพรให้มีปริมาณสารสำคัญที่แน่นอนทุกครั้งการผลิต สำหรับการส่งเสริมให้ยาจากสมุนไพรที่ได้มาตรฐานและมีผลการรักษาที่แน่นอนให้เป็นที่ยอมรับของแพทย์ที่จะนำมาใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบัน ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบกำลังอยู่ในระหว่างดำเนิการเพื่อคัดเลือกยาจากสมุนไพรเข้าในบัญชียาหลัก เพิ่มขึ้นจากที่ได้มีการบรรจุไว้ในบัญชียาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ยาจากสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์ความรู้แบบดั้งเดิม (ขณะนี้มีอยู่ 3 กลุ่มคือ กลุ่มยาแก้ไอและขับเสมหะ กลุ่มยาแก้ไข้ และยาประสะไพล ) และกลุ่มยาจากสมุนไพรที่มีการพัฒนา (ขณะนี้มีอยู่ 5 รายการ คือขมิ้นชัน ชุมเห็ดเทศ ฟ้าทะลายโจร พญายอ และไพล) สถานบริการสาธารณสุขของรัฐจะเป็นผู้นำในการใช้และสั่งจ่ายยาจากสมุนไพรแก่ผู้ป่วยแทนยาแผนปัจจุบัน ควรส่งเสริมให้มีการผลิตยาจากสมุนไพรขึ้นใช้เองในโรงพยาบาลจังหวัดหรืออำเภอที่มีศักยภาพและมีบุคลากรสาธารณสุขเพียงพอ และให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการปลูกสมุนไพรเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาของโรงพยาบาลด้วย ตัวอย่างของโรงพยาบาลหลายแห่งที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนางานด้านนี้ ได้แก่ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรีโรงพยาบาลบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก โรงพยาบาลวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว เป็นต้น
        3. การพัฒนาสมุนไพรเพื่อการแพทย์แผนไทย สมุนไพรที่ใช้ในการแพทย์แผนไทยมักอยู่ในรูปของตำรับยาที่ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิดและมีการใช้สืบต่อกันมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท และมีตำรับยาแผนไทยหลายตำรับที่มีศักยภาพดีที่ควรนำมาวิจัย และพัฒนาด้วยหลักการและเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการใช้ภายในประเทศและเพื่อการส่งออก เนื่องจากในปัจจุบัน ต่างประเทศได้ให้ความสนใจและยอมรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เป็นตำรับมากขึ้น เช่น Chinese traditional medicine, Ayurvedic medicine จากอินเดีย หรือ Kampo medicine ของญี่ปุ่น เป็นต้น การวิจัยและพัฒนาตำรับยาแผนไทยควรเน้นที่การศึกษาวิจัยด้านความปลอดภัย และการวิจัยทางคลินิกเพื่อประเมินประสิทธิผลในผู้ป่วยด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาทางพฤกษเคมีและการพัฒนาเรื่องความสะอาดโดยนำหลักการของ GMP มาปรับใช้ในกระบวนการผลิต

 
        สำหรับการศึกษาวิจัยความปลอดภัยของยาตำรับแผนไทยนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ร่วมมือกับสถาบันการแพทย์แผนไทย ศึกษาพิษกึ่งเฉียบพลันของยาตำรับที่มีการใช้กันมาก ได้แก่ตรีสาร ตรีผลา ตรีกฏุกและเบญจกูล ในสัตว์ทดลองแล้ว พบว่ายาตำรับดังกล่าวมีความปลอดภัย และได้ตีพิมพ์ผลงานการวิจัยเผยแพร่ในวารสารวิชาการแล้ว

Advertisements